คลินิกหมอจุ๊บรักษาสัตว์

คลินิกหมอจุ๊บรักษาสัตว์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก คลินิกหมอจุ๊บรักษาสัตว์, สัตวแพทย์, 336/12 หมู่ 2 ถนนแจ้งสนิท ตำบาลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร, Yasothon.

🩺ตรวจรักษาโรค💉วัคซีนถ่ายพยาธิ ผ่าตัดทำหมันทำแผล🔬 ตรวจแลบ🩸ตรวจค่าเลือดตรวจฮอร์โมน 💊🦴🧸🛍️🛒 ยาสัตว์อาหารสัตว์สินค้าเพ็ทชอป 🛁กรูมมิ่ง อาบน้ำ 🦮🐕‍🦺 ฝากเลี้ยงฝากดูแล 🚐รักษานอกสถานที่ 🔎ปรึกษาให้คำแนะนำการดูแลเลี้ยงสัตว์

23/05/2026
22/05/2026

Cat Day 🐱🐱🐱🐱🐱

22/05/2026
21/05/2026

ในระบบนิเวศเขตร้อนของประเทศไทย ระบาดวิทยาของเชื้อปรสิตในสุนัขจัดเป็นหนึ่งในสาขาที่มีโอกาสที่องค์ความรู้ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความแปรปรวนทางภูมิอากาศ การขนส่ง เดินทาง การท่องเที่ยว การขยายของเมืองทำให้ลดพื้นที่อาศัยของสัตว์ป่า จึงเพิ่มโอกาสการกระจายของเชื้อปรสิตมาสู่สัตว์เลี้ยงมากขึ้น กลุ่มปรสิต 33 ชนิด ไม่ได้เป็นเพียงรายการของเชื้อก่อโรคเท่านั้น แต่เป็นเสมือนแผนที่นำทางสู่ภาวะวิกฤตทางคลินิกที่อาจเกิดขึ้น เช่น การอุบัติใหม่ของพยาธิหนอนหัวใจหลายสายพันธุ์ และพยาธิปากขอที่ติดต่อสู่คน (zoonotic hookworm) โดยเฉพาะสปีชีส์ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย เป็นต้น
บทบาทของสัตวแพทย์ในการรู้เท่าทันอุบัติการณ์ของเชื้อในละแวกที่ปฏิบัติงานอยู่ รวมทั้งให้คำแนะนำเจ้าของได้รู้ถึงความสำคัญในการป้องกันเชื้อปรสิตทั้งภายในและภายนอกแบบครอบคลุม (broad-spectrum) ที่จะลดการติดเชื้อต่างๆ ที่มากับพาหะ (vector-borne pathogen) จึงมีความสำคัญยิ่ง
ความหลากหลายของปรสิตภายนอกและเชื้อที่นำโดยเห็บและหมัดในประเทศไทย
ปรสิตภายนอกที่สามารถเบียดเบียนสุนัขมีมากถึง 20 ชนิด ได้แก่ เห็บ หมัด ไร และยุง
เห็บ: ประชากรเห็บสำหรับสุนัขในประเทศไทยชนิดหลัก คือ เห็บสุนัข brown dog tick (Rhipicephalus sanguineus) ซึ่งนอกจากจะทำให้สุนัขคัน เสียเลือดหากมีเห็บจำนวนมาก และอาจมีปฏิกิริยาการแพ้ที่ผิวหนัง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เห็บเป็นพาหะนำเชื้อ Ehrlichia canis, Babesia vogeli, Hepatozoon canis และ Anaplasma platys ได้ด้วย โรคติดเชื้อที่มากับเห็บในสุนัขและก่อโรคสัตว์สู่คนได้ เช่น Lyme disease ซึ่งแม้โดยทั่วไปจะนำโดยเห็บ Ixodes scapularis ที่เป็นพาหะนำโรคหลักและยังไม่มีรายงานในประเทศไทย แต่ก็เคยมีการตรวจพบแอนติบอดี้ (จากชุดทดสอบคัดกรอง) ในสุนัขในประเทศไทย
นอกจากนี้ โรคติดเชื้อไวรัสสู่คนที่สำคัญอีกโรคหนึ่งคือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) ซึ่งเคยเป็นโรคประจำถิ่นที่นำโดยเห็บในประเทศทางเอเชียตะวันออกและมีข่าวทำให้คนเสียชีวิต ปัจจุบันเริ่มมีข้อมูลการตรวจพบเชื้อในประเทศไทยทั้งในผู้ป่วย และพบหลักฐานทางพันธุกรรมของเชื้อนี้ในสุนัขและเห็บทั้งจากสุนัขที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยและเห็บในสิ่งแวดล้อมบริเวณใกล้เคียงด้วย การป้องกันและควบคุมเห็บได้หลากหลายชนิดแบบเหมารวม (broad-spectrum control) แม้เป็นเห็บชนิดที่อาจยังไม่มีรายงาน ได้แก่ Ixodes, Amblyomma, Dermacentor และ Haemaphysalis จะเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ เพื่อลดปัญหาการติดเชื้ออุบัติใหม่ที่อาจยังไม่ถูกค้นพบในประเทศ รวมทั้งเชื้อบางชนิดอาจปรับตัวในการถ่ายทอดเชื้อผ่านทางเห็บชนิดที่ต่างไปจากเดิมได้
หมัด: หมัดทำให้สุนัขเสียเลือดหากติดเชื้อจำนวนมาก และสุนัขจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาแพ้น้ำลายหมัดแม้ติดหมัดมาเพียงตัวเดียวซึ่งเจ้าของอาจไม่ตระหนักถึงภัยจากหมัด นอกจากนี้ มีโรคติดเชื้อที่สำคัญหลายชนิดที่มากับหมัด เช่น flea-borne spotted fever, bartonellosis, hemoplasmosis และพยาธิตืดหมัด
ความท้าทายเรื่องพยาธิหนอนหัวใจ: ความซับซ้อนของสายพันธุ์ที่หลากหลาย
โรคพยาธิหนอนหัวใจ (Dirofilaria immitis) ยังคงเป็นภัยคุกคามในประเทศไทย ถึงแม้หากเทียบกับความชุกในอดีตว่าปัจจุบันดูจะลดลง แต่ตราบใดที่ยังมีสุนัขจร หรือสุนัขที่เลี้ยงปล่อยและไม่ได้รับการป้องกันโรค และมียุงที่เป็นพาหะอยู่ สุนัขก็ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เสมอ เพราะยุงสามารถบินได้และมีแหล่งเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำต่างๆ แม้แต่ในเมือง การศึกษาทางชีวโมเลกุลและการวินิจฉัยโรคที่ทันสมัย ได้ระบุถึงสายพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ZoeLA, ZoeMO และ JYD-34 สายพันธุ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกใช้ยาในกลุ่ม macrocyclic lactones ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพครอบคลุมสายพันธุ์ต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค เช่น moxidectin สำหรับสัตวแพทย์ไทยการป้องกันต้องทำตลอดทั้งปี เนื่องจากยุงเป็นพาหะของเชื้อมีการแพร่พันธุ์ตลอดทุกฤดูกาล
ปรสิตภายในทางเดินอาหารที่อยู่กับสุนัขในประเทศไทยมายาวนาน
พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน และพยาธิตืดหมัด เป็นพยาธิที่สำคัญที่ยังคงพบได้บ่อยในสุนัขในประเทศไทย การติดต่อของพยาธิตัวกลม 2 ชนิดนี้มาจากการที่สุนัขไปกินตัวอ่อนของพยาธิปากขอ หรือถูกตัวอ่อนไชผ่านผิวหนัง หรือกินไข่ที่มีตัวอ่อนของพยาธิไส้เดือนที่ปนเปื้อนอยู่ในดิน การกินสัตว์ที่เป็นโฮสต์ขนส่ง (paratenic host) ที่มีตัวอ่อนของพยาธิเข้าไป ในกรณีนี้รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการที่เจ้าของให้เนื้อดิบ (BARF: Biologically Appropriate Raw Food) ที่อาจมีตัวอ่อนของพยาธิไส้เดือนอยู่ได้เช่นกัน
โดยทั่วไป สัตวแพทย์มักทราบความก่อโรคเหล่านี้เป็นอย่างดี เช่น ในแง่มุมที่พยาธิมาแย่งอาหาร ทำให้ลูกสุนัขแคระแกร็น และหากติดพยาธิปากขอจำนวนมาก จะทำให้ลูกสุนัขเกิดโลหิตจาง อ่อนแอ รวมทั้งมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจในลูกสุนัขที่ติดเชื้อในช่วงแรก เนื่องจากตัวอ่อนของพยาธิชอนไชผ่านปอดก่อนจะเจริญเป็นพยาธิตัวเต็มวัยในลำไส้เล็ก แต่ในมุมของสาธารณสุข พยาธิเหล่านี้ก่อโรคสัตว์สู่คนที่เป็นอันตรายได้ พยาธิปากขอชนิด A. ceylanicum ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย สามารถเจริญเป็นตัวเต็มวัยในคนได้ และทำให้คนปวดท้อง ลำไส้อักเสบ
ส่วนพยาธิไส้เดือนก็ทำให้เกิดความผิดปกติตามอวัยวะต่างๆ ที่ตัวอ่อนของพยาธิไปเจริญในคน เช่น อาการของระบบประสาทและตา (visceral and ocular migrans) เป็นต้น สำหรับพยาธิตืดหมัด หากคนกินตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในหมัดหรือเหาสุนัขเข้าไป ก็สามารถติดเชื้อและมีปล้องพยาธิคลานออกมาจากทวารหนักได้แบบเดียวกับสุนัขเช่นกัน ดังนั้น การควบคุมและป้องกันพยาธิเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของควรให้ความสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของคนในครอบครัวและลดการแพร่เชื้อไปสู่สุนัขตัวอื่นและคนรอบข้าง
ภัยเงียบที่มองข้าม: พยาธินัยน์ตาและพยาธิในปอด
พยาธินัยน์ตา (Thelazia callipaeda) และพยาธิปอดหรือ French Heartworm (Angiostrongylus vasorum) เป็นพยาธิตัวกลมที่เป็นภัยคุกคามอุบัติใหม่ที่มักถูกมองข้ามในโปรแกรมการป้องกันโดยทั่วไป
พยาธินัยน์ตา: พบการรายงานในสุนัขในภูมิภาคต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสุนัขติดได้จากการมีแมลงขนาดเล็กคล้ายแมลงหวี่ที่มีตัวอ่อนของพยาธิมาตอมที่ตา ที่สำคัญพยาธินัยน์ตาสามารถติดต่อสู่คนได้และมีรายงานพบคนติดเชื้อในประเทศไทย ปัจจุบัน moxidectin เป็นยาที่สามารถออกฤทธิ์จัดการกับพยาธิเหล่านี้ได้
พยาธิในปอด: แม้ว่าพยาธิปอด A. vasorum ยังไม่มีรายงานชัดเจนในประเทศไทย แต่ก็มีพยาธิอีกชนิดที่ใกล้เคียงกัน คือ Angiostrongylus cantonensis (rat lungworm) ซึ่งพบได้ในประเทศไทยซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคสัตว์สู่คนโดยสุนัขก็ติดได้เช่นกัน (accidental host) ดังนั้น จึงควรต้องเฝ้าระวังและวินิจฉัยแยกแยะเพราะพยาธิตัวเต็มวัยอาศัยในตำแหน่งเดียวกับพยาธิหนอนหัวใจ (Dirofilaria immitis) เช่นกัน แต่ต่างกันที่สุนัขติดเชื้อจากการกินทากหรือหอยทากที่มีตัวอ่อนของพยาธิอยู่
การจัดการปัญหา
ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตแบบครอบคลุมที่มีส่วนผสมของ sarolaner, moxidectin, pyrantel เป็นประจำทุกเดือน ช่วยให้สัตวแพทย์สามารถลดช่องโหว่ในการป้องกันโรคที่พบได้บ่อยและที่อาจอุบัติขึ้นได้เสมอ แผนการป้องกันที่ครอบคลุมปรสิตได้ถึง 33 ชนิด ช่วยยกระดับผลการรักษาและเพิ่มความร่วมมือของเจ้าของที่เอาใจใส่สัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ความเจ็บป่วยที่สุนัขต้องแบกรับร่วมกับเวลาและค่าใช้จ่ายของเจ้าของ อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข ซึ่งประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น ยากที่สุนัขจะเลี่ยงการเผชิญจากยุง เห็บ หมัด ไร และปรสิตภายในได้ ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ของพาหะ
โดยสรุป การรับมือกับปรสิตในสุนัขทั้ง 33 ชนิด ต้องอาศัยการเปลี่ยนจากการรักษาแบบตามอาการ ไปสู่การป้องกันเชิงรุกที่ออกฤทธิ์ได้ครอบคลุมปรสิตที่จัดการกับหมัด เห็บ ไร และภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นแฝงมากับพาหะเหล่านี้ รวมทั้งพยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนที่สามารถติดสู่คนได้
อ่านบทความบนเว็บไซต์ได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2588
บทความโดย : ผศ.สพ.ญ.ดร. วรพร สุขุมาวาสี - หน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคติดเชื้อและสุขภาพในแมวเพื่อความเป็นเลิศ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคติดเชื้อในสัตว์ที่มีพาหะนำโรค คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

❌ ปลอม❌FAKE❌ #ตัวปลอมเยอะ  #หมอลงรายชื่อมิจฉาชีพทุกชื่อในเพจ  #คลินิกหมอจุ๊บรักษาสัตว์ และ เพจ  #หมอจุ๊บproveแล้วว่าดี ค...
20/05/2026

❌ ปลอม❌FAKE❌
#ตัวปลอมเยอะ #หมอลงรายชื่อมิจฉาชีพทุกชื่อในเพจ #คลินิกหมอจุ๊บรักษาสัตว์ และ เพจ #หมอจุ๊บproveแล้วว่าดี ครับ อยากฝากเตือนเคสที่หลงเชื่อว่าเป็นหมอจุ๊บนะครับ อ่านต่อ ⬇️⬇️

1. #หมอไม่มีเวลาไปทักจีบ ทักพี่สาวน้องสาวหรอกครับ ไม่มีเวลาครับ ทำงานหลายสิ่ง

2. #อย่าหลงเชื่อรูปภาพและตัวอักษร ย้ำนะว่า อย่าหลงเชื่อ อย่าเคลิ้มขนาดนั้น ต้องมีสติ ไม่เคยเจอหน้ากันเลย ว่าชอบ มารัก มานั่นนี่ ให้โอนเงินยืมเงิน ตลกกกก #ต้องมีสตินะครับ

3. #ขอบคุณที่ส่งข้อมูลตัวปลอมมาให้ครับ และ หมอไม่รับผิดชอบใดๆถ้าเกิดเรื่องเพราะทุกรายชื่อที่ปลอม หมอแจ้งเตือนในเพจ #แจ้งความทุกรายชื่อ ครับ

❌ตัวปลอม❌เยอะมากนะครับ
❌ไม่ใช่หมอแน่นอน❌ ระวังกันนะครับ ❌
❌หมอดำเนินการทุกรายชื่อ ❌
❗️หมอไม่เคยให้ร่วมลงทุน เว็บใดๆ ยืมเงิน ทุกกรณี ❗️ฝากรีพอร์ทด้วยครับ ขอบคุณครับบ 😘

ขอบคุณครับ

20/05/2026

คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง 💐 กับ

💚ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม🩵

ในโอกาสได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ
ให้ดำรงตำแหน่ง

🎖️อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนที่ 16🎖️

ตามมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในการประชุมวาระพิเศษ ครั้งที่ 1/2569
เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ และเราขอร่วมเป็นแรงในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 🌿

20/05/2026

คนน่ารัก เจอกันทุกสัปดาห์ 😍🐶🐶🦁🦁

20/05/2026

กระต่ายไม่ใช่สุนัขหรือแมวตัวเล็ก แต่เป็นสัตว์ที่มีสรีรวิทยาเฉพาะตัว โดยเฉพาะระบบย่อยอาหารแบบ hindgut fermentation ซึ่งพึ่งพาสมดุลของจุลินทรีย์ใน caecum เป็นหลัก หากได้รับยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสม สมดุลนี้จะพังทลาย ส่งผลให้ Clostridium spp. เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและปล่อย enterotoxin จนเกิดภาวะ enterotoxaemia ซึ่งอาจทำให้กระต่ายท้องเสีย (fetal diarrhea) และเสียชีวิตได้ภายใน 24–48 ชั่วโมง
นี่คือเหตุผลที่การเลือกยาปฏิชีวนะในกระต่ายจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และเป็นที่มาของบทความนี้ "How to เลือกยาปฏิชีวนะให้เหมาะกับกระต่าย เพราะสัตว์พิเศษก็ต้องถูกดูแลแบบใส่ใจเป็นพิเศษเช่นกัน!" สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณ ผศ.สพ.ญ. บุณณดา ศิริพร อาจารย์ประจำหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต ด้านเวชศาสตร์คลินิกในสัตว์เล็กและสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกให้ยาปฏิชีวนะในกระต่ายแบบ insight กันในบทความนี้ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันได้เลย
Key point: การเลือกยาปฏิชีวนะที่ดีต้องผ่านเกณฑ์ 3 ข้อหลัก คือ 1. กำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุได้ โดยควรอ้างอิงจากผล culture & sensitivity test 2. ยาเข้าถึงอวัยวะเป้าหมายได้จริง และ 3. ไม่รบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยรอง ได้แก่ ความง่ายในการให้ยา ขนาดตัวสัตว์ อัตราการเผาผลาญ ความรุนแรงของโรค และราคายา
ในปี 2025 ที่ผ่านมา BSAVA/SAMSoc/RWA&F ได้พัฒนา framework ชื่อ PROTECT ME เพื่อช่วยสัตวแพทย์ตัดสินใจสั่งยาปฏิชีวนะให้กระต่ายป่วยอย่างมีเหตุผล ประกอบด้วย 9 หลักการ ได้แก่ จ่ายยาเมื่อจำเป็น, หาทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้ยาก่อน, ใช้โดสยาที่เหมาะสม, รักษาให้ตรงเป้า, เลือกยาออกฤทธิ์วงแคบก่อน, มั่นตรวจ cytology และ culture, ปรับการรักษาให้ถูกจุด (practice policy), monitor การรักษา และอัปเดตความรู้อยู่เสมอ ในบทความนี้เราจะมาโฟกัสกลุ่มโรคหลักๆตามระบบในกระต่าย ที่ต้องสัตวแพทย์ควรทำการพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะโดยอ้างอิงจาก PROTECT ME framework (ดาวน์โหลดโปสเตอร์ได้ที่ https://www.bsavalibrary.com/content/chapter/10.22233/9781913859572.chap1 )
1. Hindgut และระบบย่อยอาหารของกระต่าย
กระต่ายเป็น hindgut fermenter หมายความว่าการหมักและย่อยอาหารส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ทางเดินอาหารส่วนท้าย (caecum (ไส้ติ่ง) และลำไส้ใหญ่) โดยมีชุมชนเชื้อจุลินทรีย์ดีอาศัยอยู่หนาแน่น ทำหน้าที่หมักเส้นใย ผลิตสารอาหาร และป้องกันเชื้อก่อโรค ระบบนี้บอบบางมาก และ ยาปฏิชีวนะคือตัวการรบกวนสำคัญ
การเสียสมดุลจุลินทรีย์ ทำให้เชื้อก่อโรคเจริญเติบโต อาจถึงขั้นทำให้เกิด Enterotoxaemia ได้: การได้รับยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสม → สมดุลจุลินทรีย์ใน caecum ถูกทำลาย → Clostridium spiroforme เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว → ปล่อย enterotoxin เข้ากระแสเลือด → เยื่อบุลำไส้เสียหาย → ท้องเสียรุนแรง → Shock และเสียชีวิต ภายใน 24–48 ชั่วโมง
ผลเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะพบได้หลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่ไม่มีผลอะไร ท้องเสียอ่อนๆ หรือเกิด enterotoxaemia และเสียชีวิต
2. เส้นทางการให้ยาและความปลอดภัย (Safe Antibiotic Use in Rabbits)
ยาปฏิชีวนะในกระต่ายแบ่งตามความปลอดภัยของเส้นทางการให้ยาได้ แบ่งได้ 5 กลุ่ม (Meredith and Lord, 2014) ดังนี้
1.1. Safe oral & parenteral: Trimethoprim-Sulphonamide, Metronidazole, Enrofloxacin, Marbofloxacin, Chloramphenicol, Oxytetracycline, Doxycycline
1.2. Safe oral เท่านั้น: Gentamicin (*มีโอกาส nephrotoxic หากให้ทาง parenteral)
1.3. Safe parenteral เท่านั้น: Penicillin, Streptomycin, Cephalosporins (ห้ามให้ทางการกินเด็ดขาด!)
1.4. Safe topical (จึง safe oral ด้วย): Fusidic acid, Gentamicin (*มีโอกาส nephrotoxic หากให้ทาง parenteral), Chloramphenicol, Chlortetracycline
1.5. ห้ามใช้ทุกเส้นทาง: Lincomycin, Clindamycin, Erythromycin
3. PROTECT ME! การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะในกระต่าย
BSAVA/SAMSoc/RWA&F (2025) ได้พัฒนา framework ชื่อ PROTECT ME เพื่อช่วยสัตวแพทย์ตัดสินใจสั่งยาปฏิชีวนะให้แก่กระต่ายอย่างมีเหตุผล และได้แบ่งแนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะตามระบบเป็น 8 กลุ่ม (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ poster BSAVA/SAMSoc/RWA&FPROTECT ME) โดยในบทความนี้ขอสรุปหลักๆ โดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม คือ
3.1 Upper & Lower respiratory: หากอาการไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องจ่ายยาปฏิชีวนะ หากรุนแรงให้อ้างอิงผลการเพาะเชื้อ (culture) โดย 1st line antibiotic คือ Doxycycline หรือ Sulpha-TMP (PROTECT ME, 2025) และสำหรับในประเทศไทยพบว่า 1st line antibiotic คือ Fluroquinolones และ Amikacin (Kamlangchai, P & Woralar, R & Weerakhun, S., 2019)
3.2 Dacryocystitis: ต้องใช้ยาร่วมกับการ flush ท่อน้ำตา โดย 1st line antibiotic คือ Penicillin หรือใช้ร่วมกับ Metronidazole (combination) เนื่องจากมี anaerobic infection สูง
3.3 Ear disease: การรักษาด้วย systemic antibiosis ร่วมกับ saline flushing จะช่วยเพิ่มความสำเร็จในการรักษา โดยมี 1st line antibiotic คือ Sulpha-TMP
3.4 Gastrointestinal (GI) infections: เลือกใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อตรวจพบเชื้อ clostridial หรือ coliform infection โดยมี 1st line abo คือ Sulpha-TMP หรือ Metronidazole ใช้ร่วมกับการให้ probiotics และ fluid therapy
3.5 Urinary Tract Infection (UTI): ยาปฏิชีวนะไม่ใช่การรักษาหลัก แต่อาจจำเป็นหลังผ่าตัด โดย 1st line abo คือ Sulpha-TMP หรือ 1st gen fluoroquinolones
3.6 Facial abscesses: เมื่อมีการผ่าตัด จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ และใช้ตามผลเพาะเชื้อเสมอ โดย 1st abo choice คือยากลุ่ม Beta-lactam ในรูปแบบฉีด หรือใช้ร่วมกับ Metronidazole (combination) ข้อควรระวังคือห้ามใช้ Clindamycin เด็ดขาด! แม้จะเป็นยาทาเฉพาะที่เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ยาจะรั่วเข้าช่องปากได้
Wrap up
การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะในกระต่ายไม่สามารถทำตามแนวทางการจ่ายยาของสุนัขหรือแมวได้ คุณหมอต้องเข้าใจสรีรวิทยาที่แตกต่าง เลือกยาให้ถูกเส้นทาง และตัดสินใจบนพื้นฐานของ evidence เสมอ
PROTECT ME framework คือเครื่องมือที่ช่วยให้สัตวแพทย์ในคลินิกสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปปฏิบัติได้จริง ทั้งการติด checklist ที่ห้องตรวจ การทำ culture ก่อนสั่งยา และการสื่อสารกับเจ้าของอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การดูแลกระต่ายที่ดีที่สุดคือการรักษาที่ถูกต้อง ถูกเวลา และปลอดภัยที่สุดสำหรับสัตว์ตัวนั้นๆ
สำหรับบทความนี้ เราขอทวนเรื่องการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะในกระต่ายให้คุณหมอทุกคนคร่าวๆเพียงเท่านี้ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านบทความนี้นะคะ! หากท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ infoverview สามารถคอมเมนต์มาพูดคุยกันได้ หรือมีประเด็นอยากพูดคุยเพิ่มเติม/แชร์ประสบการณ์/พบข้อผิดพลาด ทางทีมงานยินดีรับฟัง แก้ไขและอัปเดตข้อมูลเสมอ ท่านสามารถติดต่อมาได้ที่ [email protected]
อ่านบทความบนเว็บไซต์พร้อมโหลดภาพใหญ่ได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2586
บทความและอินโฟกราฟฟิกโดย : สพ.ญ.ธิติอร อัศวรังษี - https://www.ornstudio.com/
DISCLAIMER: ข้อมูลนี้เป็นเพียงหลักวิชาการเบื้องต้น เพื่อให้เข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในการรักษาทางคลินิกก่อนการรักษาควรพิจารณาถึงสภาวะร่างกายและโรคของสัตว์ป่วยก่อนทุกครั้ง ห้ามมิให้ทำการคัดลอก ดัดแปลง หรือแก้ไขบทความเพื่อนำไปใช้ ก่อนได้รับการอนุญาต หากฝ่าฝืนจะดำเนินการทางกฎหมาย
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

ที่อยู่

336/12 หมู่ 2 ถนนแจ้งสนิท ตำบาลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร
Yasothon
35000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 19:00
อังคาร 08:00 - 19:00
พุธ 08:00 - 19:00
พฤหัสบดี 08:00 - 19:00
ศุกร์ 08:00 - 19:00
เสาร์ 08:00 - 19:00
อาทิตย์ 08:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66806232949

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกหมอจุ๊บรักษาสัตว์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท