08/07/2016
::--»» รวม 4 เมนูยอดฮิต ,ยอดแย่ ที่ทำให้น้องหมาของคุณป่วยได้อย่างรวดเร็ว และตายได้ง่ายขึ้น (REPOST) ««--::
เตือนกันอีกครั้ง ...!!! สำหรับคุณเจ้าของน้องหมา หากไม่รู้ในวันๆนึง จะซื้ออะไรให้เค้ากิน และหากคิดว่าอาหารเหล่านี้คืออาหารของพวกเค้า ....คุณกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ เพราะนี่คือการฆ่าพวกเค้าทางอ้อม
1. ตับไก่ปิ้ง ตับไก่นึ่ง
ในตับไก่ 100 กรัม (1ไม้ครึ่ง) ประกอบด้วย
- พลังงาน 135.00 แคลอรี่
- คาร์โบไฮเดรต 2.60 กรัม
- ไขมัน 4 กรัม
- โปรตีน 22.10 กรัม
----แร่ธาตุ----
- แคลเซียม 16 มิลลิกรัม
- เหล็ก 7.40 มิลลิกรัม
- แมกนีเซียม 0.0 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 240.00 มิลลิกรัม
- โพแทสเซียม 179 มิลลิกรัม
- โซเดียม 85 มิลลิกรัม
----วิตามิน----
- วิตามินเอ 9.66 มิลลิกรัม
- วิตามิน B1 0.40 มิลลิกรัม (วิตามินบี, Aneurin)
- วิตามิน B2 2.50 มิลลิกรัม (หรือ riboflavin)
- วิตามินซี 35 มิลลิกรัม (หรือกรดแอสคอบิค) (ตับที่ปรุงสุกจะแทบไม่เหลือวิตามินซีอีกเลย)
****จากสารอาหารด้านบน ดูเหมือนจะเป็นสัดส่วนที่ปกติในแต่ละมื้อ เมื่อนำมาเทียบกับสารอาหารประจำวันที่น้องหมาควรจะได้รับในแต่ละวัน จะเห็นได้ชัดเจนว่า
ปริมาณฟอสฟอรัส จะมีอยู่ในระดับสูงที่สุดในบรรดาสารอาหารทั้งหมด นั่นหมายความว่า ถ้าน้องหมาของคุณกินตับไก่ ไม่ว่าจะย่าง ต้ม หรือ นึ่ง เป็นประจำแทบทุกวัน จะก่อให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวได้ง่าย ผมกำลังหมายถึง "ภาวะลิ่มเลือดในระบบทางเดินโลหิต" ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้น้องหมากลายเป็น "โรคหัวใจ" ในที่สุด สิ่งที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่คุณคิดว่าจะซื้ออะไรให้น้องหมากินก็ได้ในแต่ละวัน เพราะหลังจากอ่านบทความนี้เสร็จ คุณต้องนำข้อคิดเหล่านี้ไปใช้ในทันที เพื่อให้พวกเค้าอายุยืนนาน และช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลในอนาคต นี่ผมยังไม่ได้กล่าวถึงปริมาณวิตามินเอที่มีปริมาณเกินความจำเป็นอีกด้วย เพราะการที่น้องหมาได้รับวิตามินเอเกินความจำเป็นนั้น มันจะไปทำลายดวงตาของน้องหมาที่ละน้อย จนน้องหมาตาบอดในที่สุด ลองสังเกตดูว่า ถ้าบ้านไหนให้ตับไก่ย่างน้องหมาบ่อยๆ น้องหมาบ้านนั้นจะตาฟางเร็วมาก และบอดในที่สุด
ทั้งนี้ นอกจากวิตามินเอไปทำลายดวงตาน้องหมาด้วยแล้ว ยังทำให้ขนของน้องหมาหยาบและหลุดร่วงง่ายขึ้นได้อีก รวมไปถึงผิวหนังก็จะแห้งลงมาก ทำให้น้องหมาคันและต้องใช้ขาเกาบ่อยกว่าปกติ ทำให้ผิวหนังถลอก
ส่วนแคลเซียมในตับมีค่อนข้างน้อยมาก ทั้งๆที่น้องหมาควรได้รับปริมาณแคลเซียมมากกว่ามนุษย์ถึง 4 เท่าในแต่ละวัน จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ถ้ากินตับไปนานๆแล้ว น้องหมาของคุณอาจเป็นโรคกระดูกได้ง่ายกว่าน้องหมาที่กินอาหารอย่างอื่นที่มีแคลเซียม เช่นพวกซี่โครง หรือปลา
เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว คุณยังจะทำร้ายน้องหมาไปถึงไหน หากคุณไม่สนใจ หรือคุณจะบอกว่า ก็มันไม่กินอย่างอื่น จะให้ทำไงละ
?
2. ไก่ทอด โครงไก่ทอด
ไก่ทอดทั่วๆไป จริงๆ แล้ว หากทอดด้วยน้ำมันรำข้าวและไม่มีหนังไก่ มันไก่ ที่มากเกินไป ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ ไก่ทอดตามตลาดทั่วไป คงไม่มีร้านไหนนำน้ำมันรำข้าวมาใช้ทอดไก่แน่นอน เนื่องจากมีราคาแพง โดยส่วนผสมหลักๆ มีดังนี้
2.1 แป้งสาลีที่ใช้ชุบทอด (แป้งเก่า และแป้งสาลี เป็นแป้งที่น้องหมาไม่ควรกิน)
2.2 ซอสปรุงรส, ผงปรุงรส, ซีอิ๊ว, ผงชูรส, เกลือ (บางร้านใส่สี)
2.3 น้ำมันปาล์ม (เก่า ทอดซ้ำเกิน 10 ครั้ง*** บางร้านซื้อน้ำมันเก่าแยกกากมาทอด เพราะมีราคาถูกมากๆ )
2.4 มันไก่, หนังไก่, เป็นจำนวนมาก
จะเห็นได้ว่าส่วนผสมของไก่ทอด ไม่มีข้อไหนที่เหมาะกับสุนัขของคุณเลยแม้แน่น้อย และส่วนผสมของไก่ทอดตามตลาดโดยทั่วไป มักไม่แตกต่างจากนี้มากนัก เริ่มตั้งแต่แป้งชุบทอดที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันปาล์มทอดซ้ำ น้ำมันปาล์มในลักษณะนี้จะทำให้น้องหมาขนร่วงและร่วงหนักมากขึ้นเมื่อรวมกับมันไก่และหนังไก่ และอาจเป็นภูมิแพ้แบบถาวรได้ โดยที่คุณเองก็อาจนึกสาเหตุไม่ออกว่าทำไมน้องหมาถึงขนร่วงจัง ทั้งนี้ยังไม่รวมไปถึงน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำซาก และนี่เองอาจเป็นเป็นสาเหตุให้พวกเค้าตรวจพบมะเร็งชนิดต่างๆ นอกจากนี้ เครื่องปรุงต่างๆที่คลุกเคล้าลงไปในแป้งชุบทอด นั่นคือสาเหตุเริ่มต้นของโรคไตในอนาคต เพราะน้องหมาทุกสายพันธุ์ ห้ามกินอาหารที่ถูกปรุงแต่งด้วยซอส, ซีอิ๊ว, เกลือ, ผงชูรส หรือซุปก้อนต่างๆ อย่างเด็ดขาด โปรดจำไว้ให้ขึ้นใจว่า อาหารน้องหมาต้องจืดไว้ก่อนเสมอ เพราะอวัยวะภายในของพวกเค้าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับรสชาติจัดจ้านแบบมนุษย์
3. หมูปิ้ง
เมนูนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเมนูที่อุดมไปด้วยเครื่องปรุงและซอสหมักต่างๆ มากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดี หากยังไม่นับรวมมันหมูที่เสียบมาในไม้ด้วย ก็อาจทำให้เป็นทั้งไต ทั้งขนร่วง ในเวลาเดียวกันได้แบบไม่ต้องสงสัย หากเลือกได้ ควรเปลี่ยนมาเป็นสันในหมูนึ่งหรือย่างแบบไม่ปรุงรสดู แล้วคุณจะรู้ว่า พวกเค้าก็โปรดปรานไม่ต่างกับหมูปิ้งปรุงรสเลย
4. ปลาทู
อย่าได้สงสัยนะครับว่า ทำไมเมนูนี้มาอยู่ในหมวดอาหารยอดแย่ของน้องหมา,น้องแมวด้วย นั่นเป็นเพราะว่า ปลาทูสด, นึ่ง หรือทอด ก็ตาม ขึ้นชื่อว่า "ปลาทู" เป็นอาหารที่อุดมไปด้วย "ไอโอดีน" หรือ เกลือ นั่นเอง และปลาทูมีปริมาณไอโอดีนที่สูงมากเมื่อผ่าน "กรรมวิธียืดอายุปลาทู" ก่อนนำมาขาย เพราะโรงงานหรือผู้ประกอบการจะต้องนำปลาทูไปหมักหรือเคล้าเกลือในปริมาณมาก เพื่อให้เกลือคงสภาพปลาทูไว้ให้ได้นานที่สุด ถึงใช้ปลาทูสด ก็ยังคงมีปริมาณไอโอดีน เมื่อเปรียบเทียบกับปลาทะเลชนิดอื่นๆ แถมปริมาณเกลือจะสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อปลาทูถูกทำให้แห้งลง เช่นปลาทูแดดเดียว ปลาทูทอด ด้วยเหตุนี้เอง ความเค็มมันที่ปนความอร่อยที่คุ้นลิ้นของคนเรา อาจทำให้คุณคิดว่า ปลาทูเหมาะกับพวกเค้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปลาทู เป็นเมนูอันตรายที่สุดและทำให้ค่าไตของน้องหมา น้องแมว ขึ้นได้อย่างรวดเร็วมาก
หากใครยังให้ปลาทูเป็นอาหารพวกเค้าอยู่ กรุณาหยุดเสียแต่ตอนนี้ อาจยังไม่สายเกินไปครับ
สรุปข้อมูลจากด้านบนทั้งหมด คือ
- ไม่ควรให้อาหารสุนัขซ้ำซาก ควรให้สลับกันไปมา เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน
- ควรทำความเข้าใจกับหลัก ANIMAL NUTRITIONS เอาไว้ เพื่อเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ในการให้อาหารสุนัข
- ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับสารอาหารในอาหารที่กำลังจะให้สุนัข
- ควรงดอาหารมนุษย์ที่ปรุงแต่งสีกลิ่นรสทุกชนิด
- หลีกเลี่ยงอาหารทอดจากน้ำมันปาล์ม, น้ำมันหมู
- ข้อมูลด้านบนขึ้นอยู่กับการใช้วิจารณญาณของแต่ละท่านเป็นสำคัญ
- ควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้หากไม่จำเป็น เพราะอาหารดังกล่าวไม่ใช่อาหารสุนัขและแมว
- โรคที่อาจเกิดขึ้นจากการกินอาหารเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย เช่น สายพันธุ์, อายุ, น้ำหนัก, ความถี่, เครื่องปรุงหรือสารเคมีอื่นๆที่ติดมากับวัตถุดิบ
#ข้าวน้องหมา