26/05/2026
😸
ในเวชศาสตร์การดูแลสุขภาพแมวร่วมสมัย ขอบเขตของภัยคุกคามจากเชื้อปรสิตได้ขยายตัวออกไปอย่างมาก นอกเหนือไปจากการควบคุมหมัดและพยาธิแบบธรรมดา ความก้าวหน้าล่าสุดในการวินิจฉัยโรคและรูปแบบทางนิเวศวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไป ได้เน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนของเชื้อปรสิตที่มีความหลากหลายมากถึง 33 ชนิดที่นับวันอาจมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้เสมอจากเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การขนส่ง การนำเข้า ส่งออก การเดินทางข้ามพรมแดน การรุกล้ำของเมืองสู่ป่าหรือแหล่งอาศัยของสัตว์ต่างๆ ในธรรมชาติลดน้อยลง เป็นต้น
ปรสิตเหล่านี้ครอบคลุมทั้งปรสิตภายนอก ปรสิตภายในทางเดินอาหาร และปรสิตภายในที่อยู่นอกทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพแมว และในหลายกรณี ปรสิตเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะติดต่อไปสู่เจ้าของได้ (zoonotic risk)
1. ปรสิตภายนอกและการเป็นพาหะของโรคติดเชื้อที่สำคัญ
ปรสิตภายนอกจัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดของภัยคุกคามจาก 33 ชนิด แต่ผลกระทบทางคลินิกของสัตว์มีขาข้อปล้องเหล่านี้มักถูกประเมินค่าต่ำไป ในขณะที่หมัดแมว(Ctenocephalides felis) ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเข้ารับคำปรึกษาด้านโรคผิวหนัง ความหลากหลายของเห็บและไร รวมได้ไม่น้อยกว่า 21 ชนิดจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่ละเอียดอ่อนและแม่นยำยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกรณีที่นำโรคติดเชื้อ (arthropod-borne pathogen) ที่อาจทำให้เกิดไข้หรือไม่มีไข้และอาจเป็นภัยเงียบกับเจ้าของ
กลุ่มปรสิตภายนอกในแมว
• หมัดแมว (Ctenocephalides felis) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเป็นพาหะนำพยาธิตืดหมัด รวมทั้ง Bartonella, Hemoplasma, Rickettsia โดยที่ Bartonella henselae เป็นเชื้อก่อโรคสัตว์สู่คน (ไข้แมวข่วน) ที่สำคัญและแมวอาจไม่แสดงอาการเด่นชัดได้
• ไร (9 ชนิด) ตัวอย่าง เช่น ไรขี้เรื้อนแห้งในแมว (Notoedres cati) ทำให้เกิดโรค feline scabies ไรในหู (Otodectes cynotis) และไรขนแมว (Lynxacarus radovskyi) ที่มีรายงานเพิ่มจำนวนขึ้น
• เหาแมว (Felicola subrostratus)
• เห็บ (9 ชนิด) เช่น Ixodes ricinus, Dermacentor variabilis, Amblyomma, Rhipicephalus sanguineus แม้ว่าในประเทศไทยอาจดูไม่ค่อยพบเห็บในแมว แต่เห็บที่พบในสุนัขก็สามารถอาศัยในแมวได้เช่นกัน เห็บเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวการที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ทำให้เสียเลือด แต่เห็บบางชนิดยังเป็นพาหะนำเชื้อ Cytauxzoon felis, Anaplasma spp. ซึ่งยังไม่มีรายงานในประเทศไทย แต่สำหรับเชื้อไวรัส SFTS (Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome: SFTS) เป็นโรคที่สำคัญและอัตราเสียชีวิตสูงในต่างประเทศและต้องเฝ้าระวังในประเทศไทยเช่นกัน
• ริ้นฝอยทราย (sand fly) และริ้น gnat (Culicoides) เป็นพาหะที่สำคัญสำหรับโรค Leishmaniasis ซึ่งเป็นโรคสัตว์สู่คนที่เริ่มมีการพบเชื้อในสุนัขและแมวในประเทศไทย
2. ปรสิตภายในระบบทางเดินอาหาร
พยาธิภายในทางเดินอาหารหลัก 7 ชนิด ได้แก่ พยาธิตัวกลม พยาธิตืด สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษที่เจ้าของมักไม่ค่อยทราบถึงภัย คือ ศักยภาพในการติดต่อสู่คนของพยาธิไส้เดือน (Toxocara cati) และพยาธิปากขอ (Ancylostoma spp.) จากค่าความชุกของพยาธิเหล่านี้ในประเทศไทยในหลายจังหวัด แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการควบคุมพยาธิแบบครอบคลุม (broad-spectrum) ตลอดทั้งปี เพราะหากแมวขับถ่ายมีไข่พยาธิปนเปื้อนไปในสิ่งแวดล้อม มนุษย์และแมวตัวอื่นก็จะมีความเสี่ยงในการรับเชื้อที่มากับดินโดยปนเปื้อนตัวอ่อน (พยาธิปากขอ) หรือไข่พยาธิที่มีตัวอ่อนระยะติดโรค (พยาธิไส้เดือน)
ซึ่งไข่พยาธิไส้เดือนระยะติดโรคนี้มีความทนทานในสิ่งแวดล้อมได้เป็นปีหากอยู่ในที่ชื้นและไม่โดนแดด การติดพยาธิปากขอนอกจากการกินตัวอ่อนที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ยังสามารถติดผ่านการชอนไชของตัวอ่อนผ่านทางผิวหนังได้ (cutaneous larva migrans) ในขณะที่ตัวอ่อนของพยาธิไส้เดือนจะมีการชอนไชอวัยวะภายในที่สำคัญ (visceral larva migrans) และอาจทำให้ตาบอดได้
สำหรับพยาธิตืดในแมวที่พบได้บ่อย คือ พยาธิตืดหมัด (Dipylidium caninum) การจัดการที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่จัดการกับพยาธิในทางเดินอาหารโดยตรง แต่ต้องควบคุมหมัดแมวที่เป็นพาหะของเชื้อด้วย สัตวแพทย์มีบทบาทอย่างยิ่งในการเน้นย้ำกับเจ้าของว่าแม้สถานะการเลี้ยงแมวแบบระบบปิด (indoor-only) ไม่ได้ช่วยขจัดความเสี่ยงเนื่องจากหมัดสามารถเข้ามาสร้างครอบครัวได้ภายในบ้านเรือน
3. ปรสิตภายในที่อยู่นอกทางเดินอาหารอาจเป็นเพชฌฆาตเงียบ
พยาธิตัวกลมที่อาศัยนอกทางเดินอาหารของแมวมีหลายชนิด ชนิดที่สำคัญในประเทศไทย ได้แก่ พยาธิกลุ่มฟิลาเรีย ซึ่งเมื่อก่อนสัตวแพทย์จะคุ้นเคยแต่พยาธิหนอนหัวใจที่ก่อโรคในสุนัขเป็นหลัก (Dirofilaria immitis) อย่างไรก็ตาม แมวก็สามารถติดพยาธิชนิดนี้ได้แต่อาจไม่พบหรือพบพยาธิตัวเต็มวัยจำนวนไม่กี่ตัว จึงไม่ค่อยพบไมโครฟิลาเรียในกระแสเลือด ที่สำคัญอาการในแมวแตกต่างจากในสุนัข โดยก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ (Heartworm-associated Respiratory Disease-HARD) ซึ่งบ่อยครั้งอาจถูกวินิจฉัยคลาดเคลื่อนว่าเป็นโรคหอบหืดในแมว
นอกจากนี้ ในประเทศไทยมีรายงานพบแมวติดพยาธิในหลอดลม (bronchial worm; Eucoleus aerophilus) ได้ สำหรับพยาธิในปอดของแมวจากพยาธิ Aelurostrongylus abstrusus และ Troglostrongylus brevior ยังไม่มีรายงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังและหายใจลำบากในแมวที่ออกไปนอกบ้านได้
4. ผลกระทบจากโรคสัตว์สู่คนและสัตวแพทย์สาธารณสุข
สัตวแพทย์สาธารณสุขทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในระบบสาธารณสุข การศึกษาเรื่องโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คนที่แพร่เชื้อโดยสัตว์ขาข้อได้เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างความชุกของปรสิตในสัตว์และอัตราการติดเชื้อในมนุษย์ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมแบบเมืองและปริมณฑล ภัยคุกคามที่แฝงอยู่มักเป็นการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมจากดินที่ปนเปื้อนไข่พยาธิไส้เดือน และตัวอ่อนของพยาธิปากขอ ความเสี่ยงของเจ้าของหรือผู้ที่ร่วมอาศัยในสิ่งแวดล้อมเดียวกันจะเพิ่มขึ้นหากความชุกของเชื้อปรสิตในแมวและการได้รับเชื้อจากสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น การเข้าแทรกแซงเชิงรุก ได้แก่ การถ่ายพยาธิ การจัดการสิ่งแวดล้อม จะช่วยลดทั้งสองตัวแปรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สัตวแพทย์มีบทบาทอย่างยิ่งนอกจากการวินิจฉัย การเฝ้าระวังและการควบคุมโรคที่สามารถแพร่จากแมวสู่คน โดยเน้นแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่มีองค์ประกอบเชื่อมโยงระหว่างคน สัตว์และสุขภาพ ซึ่งแนวโน้มต่อไปสัตวแพทย์อาจจะมีบทบาทในด้านสุขภาพของโลก (Planetary Health) เพื่อแก้ปัญหาแบบสหวิทยาการอันเนื่องมาจากผลกระทบจากการรบกวนระบบธรรมชาติของโลกโดยฝีมือมนุษย์ด้วย
5. การจัดการเชื้อปรสิตแบบบูรณาการ (Integrated Parasite Management)
เพื่อจัดการกับปรสิตทั้ง 33 ชนิด จำเป็นต้องใช้แนวทางการใช้ยาที่หลากหลายหรือครอบคลุมอย่างกว้างขวาง (broad-spectrum) โดยควรนำแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียวมาใช้ ซึ่งมุ่งเน้นที่ปัจจัยดังต่อไปนี้
5.1 ความร่วมมือ/การปฏิบัติตาม (Compliance) การใช้ผลิตภัณฑ์ต้านปรสิตที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมทั้งปรสิตภายในและภายนอกร่างกาย โดยเลือกชนิดที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของแมว และใช้ง่ายเพื่อเพิ่มความสม่ำเสมอในการใช้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการทดสอบความปลอดภัยต่อแมวด้วย เช่น กลุ่มสารออกฤทธิ์อย่าง selamectin และ sarolaner ที่มีข้อมูลการใช้ในแมวด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ดี
5.2 การศึกษา (Education) เปลี่ยนมุมมองจาก “การรักษาเมื่อเกิดโรค” เป็น “การป้องกันเชิงรุก” เพราะโรคติดเชื้อหลายโรคในแมวที่มากับหมัดเป็นโรคที่วินิจฉัยยาก และถึงแม้จะวินิจฉัยได้ก็อาจจะใช้เวลาในการรักษาและมีผลข้างเคียง
5.3 การควบคุมสิ่งแวดล้อม (Environmental Control) การให้คำแนะนำเรื่องสุขอนามัยขั้นพื้นฐานและการจัดการกับพาหะ เช่น หมัด ที่มีระยะไข่ ตัวอ่อน และดักแด้ ที่อาศัยในสิ่งแวดล้อม และการลดการล่าโฮสต์กึ่งกลาง เช่น หนู ที่นำโรคพยาธิตืดแมว เป็นต้น
โดยสรุป การจัดการปรสิตที่แตกต่างกันถึง 33 ชนิด ไม่ได้เป็นเพียงความต้องการเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นมาตรฐานการดูแลทางสัตวแพทย์สำหรับแมวในปัจจุบัน ด้วยการระบุภัยคุกคามที่เฉพาะเจาะจง ตั้งแต่ปรสิตภายนอกไปจนถึงเชื้อโรคในระบบหมุนเวียนโลหิตและทางเดินหายใจที่แอบแฝงอยู่ สัตวแพทย์สามารถให้การปกป้องที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยดูแลสุขภาพที่ดีของทั้งแมวและสมาชิกในครอบครัว
อ่านบทความบนเว็บไซต์ได้ที่ (สมาชิกฟรีก็อ่านได้) : https://readvpn.com/article/detail/2587
บทความโดย : ผศ.สพ.ญ.ดร. วรพร สุขุมาวาสี - หน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคติดเชื้อและสุขภาพในแมวเพื่อความเป็นเลิศ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคติดเชื้อในสัตว์ที่มีพาหะนำโรค คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ