Ps i love cats ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Ps i love cats, อุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง, 152 รามคำแหง118 ถนนสุขาภิบาล3 เขต, Bangkok.

บ้านของแม่แมว ที่มีลูกๆ 22 ตัว ช่วยมาจากตรงนู้น บ้างตรงนี้บ้าง ทำงานหาเงินเลี้ยงแมว เลยอยากเปิดเพจ รวมของน่ารัก แมวๆ แนวๆ สำหรับ Cats Lover โดยเฉพาะ เงินทั้งหมดเปย์เพื่อแมวจร้าาาา รวมของน่ารัก จุ๊กจิ๊ก แมวๆ แนวๆ
สำหรับ Cats Lover โดยเฉพาะ
Selected Shop for Cats lover
รวมของแมวๆ น่ารัก เก๋ๆ จากศิลปิน แฮนด์เมด ต่างประเทศ
มีทั้งแบบ Pre order จากต่างประเทศ และแบบพร้อมส่งให้เลือกค่า
PS. รายได้ 10% บริจาคช่วยเหลือแมวจร เจ็บป่วยค่า

15/05/2026

เอ็นดู สาวเสื้อปุ๋ย อ๊ะอาย

ซึ้งงง
15/05/2026

ซึ้งงง

วันนี้มาเรื่องเบาๆกันบ้างนะครับ มาซะดึกเลยผม

มีคำพูดนึงที่ผมได้ยินบ่อยมากเวลาคนพูดถึงแมวครับ

"แมวมันไม่รักใครหรอก มาหาเพราะหิวเท่านั้นแหละ"

ถ้าคุณเคยเชื่อแบบนั้น หรือเคยมีคนบอกแบบนั้นกับคุณ

วันนี้ผมอยากชวนดูงานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Oregon State University ที่ออกมาในปี 2019

และทำเอาวงการพฤติกรรมสัตว์ทั้งโลกสั่นสะเทือนครับ

---

แล้วอี "Strange Situation Test" คืออะไร?

ในช่วงปี 1970 นักจิตวิทยาชื่อ Mary Ainsworth ได้พัฒนาเครื่องมือชิ้นนึงขึ้นมา

เพื่อใช้วัดความผูกพัน (attachment) ระหว่าง ทารกกับแม่ [1]

วิธีการง่าย ๆ คือเอาทารกเข้าไปในห้องใหม่กับแม่

แม่หายตัวไปสักพัก

คนแปลกหน้าเข้ามา

แล้วแม่ก็กลับมาอีกครั้ง

แค่นั้นเองครับ แล้วสังเกตว่าทารกตอบสนองยังไง

---

จากการสังเกตนี้ Ainsworth
จัดประเภทความผูกพันของเด็กออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่

1.Secure Attachment เด็กที่ยึดแม่เป็น "ฐานที่ปลอดภัย" รู้สึกอุ่นใจเมื่อแม่อยู่ และอยากอยู่ใกล้แม่เมื่อแม่กลับมา

2.Insecure Attachment เด็กที่หลีกเลี่ยง หรือคลั่งจนคุมไม่อยู่ ไม่สามารถใช้แม่เป็นที่พึ่งทางใจได้

ผลการศึกษากับทารกมนุษย์ทั่วโลก
พบว่า ทารกประมาณ 65% มี Secure Attachment

นี่คือ "เลขมาตรฐาน" ที่นักจิตวิทยาใช้กันมายาวนานครับ

---

แล้วถ้าเราเอาเทสต์นี้... มาทดสอบกับแมวล่ะ?

นี่คือสิ่งที่ Kristyn Vitale และทีม ทำในงานวิจัยปี 2019
ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology [2]

พวกเขาดัดแปลง Strange Situation Test ให้เหมาะกับแมว
เรียกว่า "Secure Base Test"

วิธีคือ

เอาแมวเข้าไปในห้องใหม่กับเจ้าของ 2 นาที

เจ้าของหายตัวไป 2 นาที

แล้วเจ้าของกลับมาอีก 2 นาที

แล้วสังเกตว่าแมวตอบสนองยังไง

ทีมวิจัยทดสอบกับลูกแมว 70 ตัว และแมวโตอีก 38 ตัว

ผลลัพธ์ที่ทำเอาทั้งวงการสัตวแพทย์และนักจิตวิทยาตกตะลึงคือ:

แมว 64.3% มี Secure Attachment กับเจ้าของ

ตัวเลขนี้... เกือบเป๊ะกับทารกมนุษย์ (65%) ครับ

และยังสูงกว่าหมาด้วยซ้ำ (58%) ไม่ได้ขิงนะ เขาเขียนไว้จริงๆ

---

ที่น่าสนใจกว่านั้น

ทีมวิจัยยังพบว่า แมวที่ผ่านคลาสฝึกพฤติกรรม กับแมวที่ไม่ผ่าน มี attachment style ไม่ต่างกัน

แปลว่าความผูกพันแบบนี้ ไม่ได้มาจากการฝึก

แต่มันมาจาก ความสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่แมวสร้างกับมนุษย์ เองทั้งสิ้นครับ

มันคือสิ่งที่อยู่ในตัวแมวอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรที่ต้องสอนหรือบังคับ

---

แปลว่าอะไรในชีวิตประจำวัน?

มันแปลว่า เวลาเรากลับบ้านมาแล้วแมววิ่งมาทักทาย
มันไม่ใช่แค่ความหิว แต่คือ reunion behavior แบบเดียวกับลูกเจอแม่

มันแปลว่า เวลาแมวเดินตามเราไปทุกห้อง
มันคือ secure base behavior แมวกำลังยึดเราเป็นจุดอ้างอิงทางอารมณ์

มันแปลว่า เวลาแมวนอนหลับใกล้ ๆ ตอนเราทำงาน
มันรู้สึกว่าโลกใบนี้ปลอดภัย เพราะ "แม่/พ่อของมัน" อยู่ตรงนี้

---

เพราะงั้นแล้วนะครับ

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าแมวที่บ้าน "เลือกคุณ" มันไม่ใช่การมโนไปเองครับ

ในทางวิทยาศาสตร์ มันคือเรื่องจริง

แมวไม่ได้แค่ "อยู่ด้วย" หรือ "มาหาเพราะหิว" อย่างที่คนชอบล้อกันเล่น ๆ

มันผูกพันกับคุณในระดับเดียวกับ **ลูกผูกพันกับแม่** จริง ๆ

ครั้งหน้าที่แมวเดินมาคลอเคลีย หรือมารอคุณที่หน้าประตู

ลองนึกถึงงานวิจัยนี้ดูนะครับ

คุณอาจกำลังเป็น "โลกทั้งใบ" ของสิ่งมีชีวิตตัวน้อย ๆ ตัวหนึ่งอยู่ก็ได้

แล้วของทุกๆคน ล่ะครับ? แมวที่บ้านมีพฤติกรรมไหนที่ทำให้รู้สึกว่ามัน "เลือกเรา" (ไม่ใช่โปเกม่อนนะ) จริง ๆ บ้าง? คอมเมนต์มาเล่าให้ได้นะฮะ

---

References
( ไปกด google ได้นะฮะ หรือขี้เกียจอ่านอยากสรุปเร็วๆก็ AIใดๆ สรุปโลด แต่ผมชอบใช้ Notebook LM อ่านใ้ห้ฟังมากกว่า )

1. Ainsworth, M. D. S., Blehar, M. C., Waters, E., & Wall, S. (1978). *Patterns of Attachment: A Psychological Study of the Strange Situation.* — ต้นกำเนิดของ Strange Situation Test และทฤษฎี attachment styles

2. Vitale, K. R., Behnke, A. C., & Udell, M. A. R. (2019). *Attachment bonds between domestic cats and humans.* Current Biology, 29(18), R864-R865. — งานวิจัยที่พิสูจน์ว่าแมวมี attachment style เหมือนทารกมนุษย์ (65% Secure)

ไว้ไป staycation นะคะ ซึ้งน้ำใจ ทาสแมวพร้อมซัพพอร์ททท
13/05/2026

ไว้ไป staycation นะคะ ซึ้งน้ำใจ
ทาสแมวพร้อมซัพพอร์ททท

: ถ้าการเป็นเจ้าของโรงแรมเกือบ 10 ชั้น แต่ต้องเห็นหมาแมวจรต้องนอนตากฝนข้างถนน หัวใจผู้บริหารคงทนไม่ไหว ”โรงแรมชบาอินท์“ ออกกฎให้หมาแมวจรเข้ามาพักได้ ทุกตัวคือลูกค้า VVVIP



: น่าดีใจแทนหมาแมวจร ซอยสุภาพงษ์ ศรีนครรินทร์ทุกตัว ได้มาเจอ“คุณแพท” เจ้าของโรงแรมชบาอินท์ คนรวยที่ไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อเงินอย่างเดียว แต่ยังแบ่งปันให้สัตว์ร่วมโลกได้อยู่อย่างมีความสุข เพราะสิ่งที่พนักงานทุกคนควรรู้ ทำงานโรงแรมนี้มีกฎ 2 ข้อ 1.ห้ามไล่หมาแมวจร 2.ต้องดูแลให้อาหาร เปลี่ยนน้ำทุกวัน เพราะทุกตัวคือทรัพย์สินอันมีค่าของโรงแรม



: และไม่ใช่แค่ให้โอกาส แต่คุณแพทยังให้ชีวิตใหม่ รับหมาแมวกว่า 30 ตัวไปอยู่ที่บ้าน เพราะแม้เขาจะเป็นสัตว์แต่ก็ต้องการความอบอุ่น อยากมีชีวิตที่ปลอดภัยเหมือนกัน และที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่คือบ้านของเพื่อนร่วมโลก
📸: #โรงแรมชบาอินท์_ซอยสุภาพงษ์_ศรีนครรินทร์

เข้าใจดี เราก็สัมภาษณ์พูดคุย ดูอดีตสัตว์ที่เคยเลี้ยง ชีวิตเปนยังไง เด็กๆ ป่วยไข้ทำหมันรักษา รพส ไหน ขอทำสัญญาอุปการะ ขอห...
17/04/2026

เข้าใจดี
เราก็สัมภาษณ์พูดคุย ดูอดีตสัตว์ที่เคยเลี้ยง ชีวิตเปนยังไง
เด็กๆ ป่วยไข้ทำหมันรักษา รพส ไหน
ขอทำสัญญาอุปการะ ขอหลักฐาน
บัตรปชช สำเนาทะเบียนบ้าน

ทำแบบนี้จนโดนรำคาญ
โดนบ่นว่าเรื่องมากแบบนี้ก็เลี้ยงเองไปเหอะ ก็มี

แต่เชื่อเหอะว่ามันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม 🥰
เมื่อเราได้มั่นใจว่าส่งต่อเด็กๆ ❤️
ให้ไปมีชีวิตใหม่กับพ่อแม่ใหม่ที่รัก 🎟️
เข้าใจ ยอมรับในตัวเค้าจริงๆ👏🏽👏🏽👏🏽👏🏽

เคยบอกน้องแนนบ้านใหม่ที่รับเด็กๆ ในสังกัดไป3ตัว พร้อมกัน😻
ว่าเราดีใจยิ่งกว่าถูกหวยอีก🥹
ที่เจอบ้านดีๆแบบนี้ 🫶🏻

รีวิว #โกฮังหัวใจโกโฮม ฉบับสวัสดิภาพสัตว์ EP.1/3 (มีสปอยล์)
บอกเลยว่า การหาบ้านให้โกฮังของฮิโระ คือวิชาAdoption 101 ที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอน 🥰

เมื่อลุงฮิโระตัดสินใจช่วยโกฮัง คนสูงวัยที่น่าจะไม่เคยเลี้ยงหมามาก่อน กับหมาเด็กที่เพิ่งถูกทิ้งใหม่ๆ ถ้าเป็นชีวิตจริงนะ…ทั้งบันเทิง และบรรลัยได้ในเวลาเดียวกัน 😂 เพราะการ “ช่วย” ไม่ได้จบที่การเก็บมา แต่มันเริ่มต้นหลังจากนั้น

แม้ลุงฮิโระจะเป็น rescuer มือใหม่ แต่กระบวนการคัดกรองบ้านทำถึงระดับมืออาชีพมาก มีทั้งการกรอกข้อมูล การพูดคุย และการดูความพร้อมของคนที่จะรับเลี้ยง

ตรงนี้ขอเล่าเบื้องหลังในส่วนที่มูลนิธิ SOS Animal ได้รับการติดต่อทั้ง ทีมสร้าง โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ คนเขียนบท มานั่งคุยตั้งแต่ในช่วงแรกที่ประกาศสร้าง แลกเปลี่ยนข้อมูล กับทางมูลนิธิอย่างจริงจังหลายครั้ง และน่าจะไปคุยกับหลายที่ ดีใจที่ข้อมูลทุกอย่างได้มีส่วนของบทหนัง 🥰

การทำงานจริงของมูลนิธิ ก่อนจะไปถึงขั้น “คัดกรองบ้าน” มีหลายขั้นตอนที่ต้องทำ ทุกเคสที่ช่วยมาจะเริ่มจากการตรวจสุขภาพ ทำวัคซีน และดูแลพฤติกรรม นิสัยพื้นฐานของน้องๆก่อน ทำไปตามลำดับที่เหมาะสม เพราะการหาบ้านไม่ใช่แค่หาคนที่อยากเลี้ยง แต่ต้องมั่นใจว่าพร้อมจะรับผิดชอบน้องได้ตลอดชีวิต

และ จริงๆลุงฮิโระ ก็ตัดสินใจเลือกได้บ้านที่ดูเหมาะสมกับโกฮังอยู่แล้วนะ แต่มันจะจบสั้นๆแบบนี้ไม่ด๊ายยยย 🤣 ตอนที่ลุงไปรับโกฮังคืน นี่อยากมุดไปในจอ แล้วสอนทั้งหมวยทั้งลุงฮิโระ เรื่องให้เวลาการปรับตัวกับโกฮังหน่อย 🤣

ใดๆก็ นี่คือหนัง เลยไม่สามารถเล่าทุกขั้นตอนได้หมด มูลนิธิเลยขอเล่าให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “กว่าจะได้บ้านหนึ่งหลัง” จริงๆแล้วมีอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง และในความเป็นจริงก็มีไม่น้อย ที่คนตั้งใจจะหาบ้านให้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นคนเลี้ยงเอง ไม่ใช่เพราะตั้งใจตั้งแต่แรก แต่เพราะพอได้อยู่ด้วยกันจริงๆแล้ว “ปล่อยไม่ได้”

และในความเป็นจริง เรื่องการปรับตัวระหว่างน้องหมากับบ้านใหม่ไม่มีสูตรตายตัว บางตัวแทบไม่ต้องปรับเลย บางตัวใช้เวลาเป็นเดือนหรือปี แต่ไม่ว่าจะรับอุปการะ หรือซื้อมา ทุกช่วงวัย ก็ต้องปรับตัวไปด้วยกัน ตลอดชีวิต …

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการคัดกรองบ้านถึงสำคัญ และในมูลนิธิ เราจะพยายามอธิบายให้ผู้รับอุปการะเข้าใจทั้งพฤติกรรมทั่วไปและพฤติกรรมเฉพาะของน้องแต่ละตัว ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และควรดูแลอย่างไร เพราะ “บ้านที่ดี” ไม่ใช่แค่รัก แต่ต้อง “เข้าใจ” และสุดท้าย คือ“ยอมรับ” ด้วย

การช่วยหมาตัวหนึ่งอาจเริ่มจากความสงสาร แต่การจะอยู่กับเขาได้จริง ต้องใช้มากกว่านั้น ถ้าวันหนึ่งคุณแวบขึ้นมาว่าจะรับเลี้ยงน้องหมาสักตัว ถามคำถามนี้กับตัวเอง
“เราพร้อมจะรักและดูแลเขาแม้ในวันที่เขาไม่น่ารักหรือไม่“

📌รีวิว Ep1/1 : https://www.facebook.com/share/p/1JArcSXSar/?mibextid=wwXIfr

📌รีวิว Ep1/2 : https://www.facebook.com/share/p/1827p6qLSz/?mibextid=wwXIfr

📌รีวิว Ep1/3 : https://www.facebook.com/share/p/1AsUGDYymG/?mibextid=wwXIfr

🩵SOS Animal Thailand Foundation 🐾
รณรงค์ให้คนไทย เลี้ยงสัตว์ด้วยความรัก
ดูแลด้วยความรู้ และรับผิดชอบตลอดชีวิต
——
บางท่านอาจยังไม่เคยรับอุปการะ อาจยังไม่เข้าใจว่า การอุปการะ ทำไมเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญรายละเอียดเยอะแยะ สามารถเข้าไปชมการทำงานด้านการอุปการะน้องๆหมาแมว และสัตว์เลี้ยง ของมูลนิธิได้ที่ โครงการหาบ้านใหม่ให้สัตว์เลี้ยง Pet4Adoption
หรือฟังสรุปในคลิปนี้ค่ะ
📌ทำไมถึงต้องมีกระบวนการคัดกรองบ้าน
https://www.facebook.com/share/v/18UDN4yPkc/

น้องอ้าปากหายใจคือสัญญาณอันตราย
16/04/2026

น้องอ้าปากหายใจคือสัญญาณอันตราย

เมื่อวานเห็นข่าวเจ้าหนูส้มบนรถไฟแล้ว
นอกจากเรื่องที่ น้องกัดเจ้าของ
สิ่งที่เห็นชัดๆเลยคือ น้องอ้าปากแล้วนะ
อันตรายมากๆนะ อาจจะช๊อคได้เลย

เราเลยเขียนสรุปข่าวมาแบบไวไว เผื่อให้พ่อแม่แมวมือใหม่ เก็บข้อมูลครับ

เรื่องมันเริ่มมาจากข่าว
เหตุแมวเกิดอาการคลุ้มคลั่งบนรถไฟ คือไม่ใช่แค่เรื่องความตกใจอะ

จากเหตุการณ์แมวส้มบนขบวนรถไฟสายกรุงเทพ–ยะลา
มีรายงานว่าแมวอยู่ในกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก เดินทางยาวกว่า 13 ชั่วโมงภายในขบวนมีอากาศร้อนและค่อนข้างอับ(ถึงแม้กระเป๋าจะเป็นตาข่าย แต่อย่าลืมว่า น้องขนหนาอยู่นะ

เมื่อความเครียดสะสมร่วมกับอุณหภูมิที่สูง
แมวเริ่มมีอาการผิดปกติ ก่อนจะเข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกอย่างรุนแรง
จนควบคุมตัวเองไม่ได้ และทำให้เกิดเหตุไม่คาดคิดตามมา

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ “แมวดุ” หรือ “ตกใจ”
แต่เป็นผลจาก ความเครียด + ความร้อน + สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ที่สะสมจนถึงจุดวิกฤต

แมวไม่ได้ “แค่เครียด” แต่ร่างกายกำลังเข้าสู่ภาวะอันตราย

สิ่งสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามคือ
แมวมีข้อจำกัดในการระบายความร้อนสูงมาก

เมื่ออยู่ในสภาพ:

อากาศร้อน (คุณๆก็รู้ว่าตอนนี้อากาศบ้านเราระยำแค่ไหน)
พื้นที่จำกัด (ในกระเป๋าที่อบๆหน่อยถึงจะมีผ้าตาข่ายก็เหอะ)
เดินทางนาน (13 ชั่วโมงจากข่าว)

ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะ heat stress
และสามารถพัฒนาไปเป็น heat stroke ได้

ในจุดนี้ พฤติกรรมของแมวจะไม่ใช่ “นิสัย” อีกต่อไป
แต่คือ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด

น้องอาจดิ้น หนี กัด หรือควบคุมตัวเองไม่ได้ คือน้องไม่เอาอะไรแล้ว
เพราะร่างกายกำลังพยายามหาทางเอาตัวรอดจากสภาวะที่ไม่ปลอดภัย
นึกถึงตัวคุณดู ถ้าคุณอยู่ในที่ร้อนจัดๆแล้วแคบๆอับๆ คุณก็คงไม่ไหวหรอก

มาถึงสัญญาณเตือนที่ควรรู้ (ก่อนจะสายเกินไป)

ถ้าแมวเริ่มมีอาการแบบ ควรถือว่า “ไม่ปกติแล้ว”

อ้าปากหายใจ Respiratory distress (สำคัญมาก)
→ แมวปกติไม่หายใจทางปาก นี่คือสัญญาณฉุกเฉิน
หายใจเร็ว / หอบผิดปกติ
→ แสดงว่าร่างกายกำลังพยายามระบายความร้อน
หูร้อนผิดปกติ / ตัวร้อนจัด
→ อุณหภูมิร่างกายเริ่มสูง
กระสับกระส่าย / ตื่นตกใจง่าย
→ ความเครียดกำลังสะสม
อ่อนแรง / ทรงตัวไม่ดี
→ เริ่มเข้าสู่ระยะอันตราย

สิ่งที่เหตุการณ์นี้สอนเรา

การพาแมวเดินทาง ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่การเตรียมของ
แต่ขึ้นอยู่กับว่า สภาพแวดล้อมนั้น “ปลอดภัยพอ” สำหรับแมวหรือไม่
เราไม่โทษใคร ถ้าเราจะไม่โอเคคือ การที่สื่อรีบสรุปตอนแรก
แต่ก็เข้าใจได้นะ คนที่ไม่รู้ก็ไม่รู้อะ

เพราะสำหรับแมว
ความร้อนและความเครียดสามารถสะสมแบบที่เจ้าของไม่รู้ตัว
และเมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะเปลี่ยนจาก “อาการเล็กน้อย” ไปเป็น “ภาวะวิกฤต” อย่างรวดเร็ว (ถึงตายได้เลยนะ)

หากเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ควรทำทันทีนะ

- พาออกจากที่ร้อนหรืออับ ไปจุดที่ เย็นและอากาศถ่ายเท
- หยุดจับบังคับเกินจำเป็น เพราะยิ่งเครียดยิ่งใช้ออกซิเจนมาก
- ใช้ ลมหรือพัดลมอ่อน ๆ
- ถ้าเป็นภาวะร้อนเกิน ให้ใช้ น้ำเย็นแบบน้ำขวดเย็นๆที่ไม่ใช่น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งโปะตรง ๆ ช่วยลดความร้อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- รีบโทรและพาไปโรงพยาบาลสัตว์ทันที ระหว่างทางยังคงทำให้เย็นและสงบไว้

สิ่งที่ไม่ควรทำ

- ไม่เอาแมวไปยัดในกระเป๋าเดิมที่อับต่อ
- ไม่คลุมผ้าหนา
- ไม่ใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดราดแรง ๆ เพราะแนวทางปฐมพยาบาลแนะนำให้ลดอุณหภูมิแบบค่อยเป็นค่อยไป
- ไม่ฝืนป้อนน้ำถ้าแมวหอบหนักหรือดูจิตหลุดไปแล้ว เพราะเสี่ยงสำลักและจะทำให้แมวชิบหายกว่าเดิม

สัญญาณที่แปลว่าอันตรายมาก

- อ้าปากหายใจ
- หายใจเร็ว ลึก หรือใช้ท้องช่วยหายใจ
- คอยืด หัวต่ำ ตัวเหยียดเพื่อหายใจ
- เหงือกซีดหรือออกม่วง (แหกดูได้ น้องไม่โกรธ แต่อาจจะนิ้วเป็นรูถ้าเก้ๆกังๆ)
- อ่อนแรง ทรงตัวไม่ได้ หรือหมดแรง

สรุป

อาการอย่าง “อ้าปากหายใจ”
ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกมองข้าม

เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณแรกๆ
ที่ร่างกายกำลังบอกว่า

“ฉันเริ่มไม่ไหวแล้ว”

ไม่ได้ไปไหนไกลๆ มานานแล้วเพราะห่วงเด็กๆ ที่บ้าน แมวไม่เหมือนน้องหมาที่อาจจะชอบเที่ยวแมวติดที่ ติดบ้าน ติดความคุ้นเคย เคย...
14/04/2026

ไม่ได้ไปไหนไกลๆ มานานแล้ว
เพราะห่วงเด็กๆ ที่บ้าน
แมวไม่เหมือนน้องหมาที่อาจจะชอบเที่ยว
แมวติดที่ ติดบ้าน ติดความคุ้นเคย
เคยพาแมวไปด้วยตอนสงกรานต์เพราะเค้าต้องทานยา ทำแผล
สุดท้านนอนคืนเดียว ทริปล่ม
ขับรถพาลูกกลับบ้าน
เพราะสงสารเค้าไม่กินข้าวไม่กินน้ำ
เพราะกลัวแปลกที่

กรณีแมวกัดคนบนรถไฟ ..

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของภาวะ "Redirected Aggression" หรือพฤติกรรมก้าวร้าวจากการถูกเปลี่ยนที่หมาย ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อแมวอยู่ในสภาวะกดดันสูงสุด (Extreme Stress) จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
ในมุมมองทางวิชาการและสัตวแพทย์ เราสามารถวิเคราะห์สาเหตุและให้คำแนะนำเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคนทั่วไปได้ดังนี้ค่ะ

1. วิเคราะห์สาเหตุทางสรีรวิทยาและพฤติกรรมสัตว์
• ภาวะ Sensory Overload: แมวเป็นสัตว์ที่ไวต่อเสียง กลิ่น และสัมผัส เมื่อต้องอยู่ในรถไฟที่ร้อน แออัด มีเสียงดังของเครื่องยนต์และเสียงคนคุยกัน ระบบประสาทส่วนกลางจะถูกกระตุ้นจนเข้าสู่โหมด "Fight or Flight" (สู้หรือหนี)
• ความเครียดจากความร้อน (Heat Stress): แมวระบายความร้อนได้เพียงการหอบและการหลั่งเหงื่อที่อุ้งเท้า เมื่ออุณหภูมิสูงเกินไปจะส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้แมวหงุดหงิดง่ายและเกิดอาการลนลาน (Agitation)
• Redirected Aggression: เมื่อแมวกลัวหรือโกรธจากปัจจัยภายนอก (เสียง, ความร้อน, คนแปลกหน้า) แต่ไม่สามารถหนีไปไหนได้เนื่องจากถูกจำกัดพื้นที่ หากมีใครเข้าไปใกล้หรือสัมผัส แมวจะระบายความโกรธนั้นใส่สิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที ซึ่งในกรณีนี้คือผู้โดยสาร

2. คำแนะนำสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง (Owner’s Guidelines)
หากจำเป็นต้องพาสัตว์เลี้ยงเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ควรยึดหลักดังนี้:
• ประเมินความพร้อมของสัตว์ (Temperament Assessment): ไม่ใช่แมวทุกตัวจะเดินทางไกลได้ แมวที่ตื่นกลัวง่ายควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อใช้ ยาคลายเครียด (Anxiolytics) หรือยาซึมแบบอ่อนก่อนเดินทาง
• อุปกรณ์ต้องมิดชิดและปลอดภัย: ควรใช้ตะกร้าหรือกระเป๋าเดินทางที่แข็งแรง มีช่องระบายอากาศเพียงพอ และ "ต้องปิดล็อกให้สนิทตลอดเวลา" การนำแมวออกมาเดินหรืออุ้มในที่สาธารณะขณะแมวเครียดคือความเสี่ยงสูงสุด
• การจัดการสิ่งแวดล้อม: ใช้ผ้าบางๆ คลุมกรงเพื่อลดการมองเห็นสิ่งเร้าภายนอก และอาจพ่น Synthetic Pheromones เพื่อช่วยให้แมวรู้สึกปลอดภัยขึ้น
• เตรียมอุปกรณ์ช่วยลดความร้อน: แผ่นเจลเย็น หรือขวดน้ำใส่น้ำแข็งพันผ้า วางไว้ในกระเป๋าเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกาย

3. คำแนะนำสำหรับคนทั่วไปเมื่อเจอสัตว์เลี้ยงในที่สาธารณะ
• หลักการ "No Touch, No Talk, No Eye Contact": แม้สัตว์จะดูน่ารัก แต่การเข้าไปจ้องตาหรือส่งเสียงทักทายอาจเป็นการคุกคามสัตว์ที่กำลังเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัว
• อย่าเข้าใกล้สัตว์ที่แสดงอาการผิดปกติ: หากเห็นแมวหอบ (อ้าปากหายใจเหมือนสุนัข), รูม่านตาขยายกว้าง, หรือขู่คำราม ให้รักษาระยะห่างทันที
• หากเกิดเหตุฉุกเฉิน: กรณีสัตว์หลุดออกมาและมีท่าทีดุร้าย "ห้ามใช้มือเปล่าไปจับ" ให้ใช้ผ้าหนาๆ หรือเสื้อคลุมโยนทับตัวสัตว์เพื่อจำกัดการมองเห็นและลดความคลุ้มคลั่งก่อนจะเคลื่อนย้ายเข้ากรง

บทสรุปในเชิงความรับผิดชอบต่อสังคม
ความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ "เจ้าของ" ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมทั้งอุปกรณ์และสภาพจิตใจของสัตว์เลี้ยง การนำสัตว์ที่ไม่ได้ฝึกหรือไม่มีมาตรการควบคุมออกมาในพื้นที่ปิดและแออัด ไม่เพียงแต่ทำร้ายตัวสัตว์เอง แต่ยังเป็นการสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะด้วยค่ะ

ในทางกลับกัน สังคมควรมีความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมสัตว์เบื้องต้น เพื่อลดการกระตุ้นโดยไม่ตั้งใจ และสถานประกอบการหรือผู้ให้บริการควรมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเรื่องประเภทของอุปกรณ์บรรจุสัตว์ (Carrier) ที่อนุญาตให้ขึ้นรถโดยสารค่ะ

เป็นห่วงน้องแมวจริงๆค่ะ

#วิภาวดีสัตวแพทย์

ช่วยกันแก้รวามเข้าใจผิดนะคะ
17/03/2026

ช่วยกันแก้รวามเข้าใจผิดนะคะ

เข้าใจผิดกันทั้งโซเชียล! “ให้อาหารหมาจร” เสี่ยงติดคุกจริงหรือ?
ความจริงไม่ใช่อย่างที่คิด

ช่วงนี้หลายคนอาจเห็นโพสต์เตือนกันในโซเชียลว่า
“อย่าให้อาหารหมาจรหรือแมวจร
เดี๋ยวจะกลายเป็นเจ้าของและอาจติดคุกได้”

จนทำให้หลายคนเริ่มลังเล ไม่กล้าแม้แต่จะวางอาหารให้สัตว์ที่กำลังหิวโหย
แต่ความจริงคือ ข้อมูลนี้ถูกตีความผิดไปมาก

ทาง มูลนิธิ Watchdog Thailand ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า
การให้อาหารสุนัขหรือแมวจรจัด
ไม่ใช่ความผิดทางกฎหมาย
และไม่ได้ทำให้ผู้ให้อาหารกลายเป็นเจ้าของสัตว์โดยอัตโนมัติ
กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามการช่วยเหลือสัตว์จรจัด
ตรงกันข้าม การมีเมตตาให้อาหารสัตว์ที่หิว
ถือเป็นพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้
แต่ต้องรักษาความสะอาดพื้นที่

โดยทาง
Watchdog Thailand Foundation - WDT
ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุ
โพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริงทางกฎหมาย
ช่วงนี้มีข้อความในสื่อออนไลน์เผยแพร่ในลักษณะ “เตือนสายบุญ” ว่า
การให้อาหารสุนัขหรือแมวจรจัดตามที่สาธารณะ
อาจทำให้ติดคุก ถูกปรับหนัก หรือถูกถือว่าเป็นเจ้าของสัตว์โดยอัตโนมัติ

มูลนิธิขอชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวมีหลายส่วนที่คลาดเคลื่อน
จากข้อกฎหมายจริง และอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดอย่างมาก

1. การให้อาหารสัตว์จรจัด ไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายโดยตัวมันเอง
กฎหมายไทย ไม่ได้บัญญัติห้ามประชาชนให้อาหารสัตว์จรจัด การช่วยเหลือสัตว์ด้วยความเมตตาจึงไม่ใช่ความผิดทางอาญา
อย่างไรก็ตาม หากการให้อาหารทำให้เกิด เศษอาหารสกปรก หมักหมม หรือก่อเหตุรำคาญแก่ผู้อื่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอาจใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น
• พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535
• พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
เพื่อสั่งให้แก้ไขหรือปรับปรุงสภาพพื้นที่ เช่น การเก็บเศษอาหาร ดูแลความสะอาด หรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรำคาญ
แต่ ไม่ได้หมายความว่าการให้อาหารสัตว์จรจัดเป็นความผิดอาญาโดยตรง

2. การให้อาหารสัตว์ ไม่ได้ทำให้กลายเป็น “เจ้าของสัตว์” โดยอัตโนมัติ
มีการอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาหมายเลข 1639/2565 เพื่อสรุปว่า ผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดจะกลายเป็นเจ้าของทันที ซึ่งเป็นการ นำคำพิพากษามาอธิบายเกินข้อเท็จจริง
ในคดีดังกล่าว ข้อเท็จจริงคือผู้ถูกพิพากษานำสุนัขไปเลี้ยงดูที่บ้านของตนเองเป็นเวลานานกว่า 5 ปี มีการครอบครอง ดูแล และเลี้ยงดูเสมือนเจ้าของอย่างต่อเนื่อง ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นผู้มีสถานะเป็นเจ้าของสัตว์
ดังนั้น ประเด็นสำคัญของคำพิพากษาอยู่ที่การ “ครอบครองและเลี้ยงดูสัตว์เสมือนเจ้าของ” ไม่ใช่เพียงการให้อาหารสัตว์ในที่สาธารณะ

ตามหลักกฎหมายใน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433
ผู้ที่ต้องรับผิดคือ เจ้าของสัตว์หรือผู้ควบคุมดูแลสัตว์ ที่ปล่อยปละละเลยจนสัตว์ก่อให้เกิดความเสียหาย
การจะถือว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมดูแลสัตว์ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์การครอบครองและการดูแลโดยรวม ไม่ใช่เพียงการให้อาหารเป็นครั้งคราว

3. การนำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยทิ้ง เป็นความผิดตามกฎหมาย
กรณีนี้เป็นข้อกฎหมายที่ถูกต้อง โดยตาม
พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557
การนำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยทิ้งจนสัตว์ต้องเผชิญความทุกข์ทรมานหรือขาดการดูแล ถือเป็นการละเลยสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามกฎหมาย
สังคมควรเข้าใจข้อเท็จจริงร่วมกันว่า
ปัญหาสุนัขและแมวจรจัดไม่ได้เกิดจากการให้อาหารของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก
• การนำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยทิ้ง
• การไม่ทำหมันสัตว์เลี้ยง
• การขาดระบบจัดการสัตว์จรจัดอย่างยั่งยืน
แนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ การทำหมัน ควบคุมจำนวนสัตว์ ฉีดวัคซีน และการดูแลอย่างรับผิดชอบของชุมชน

มูลนิธิขอความร่วมมือประชาชน ตรวจสอบข้อมูลทางกฎหมายก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความหวาดกลัวต่อการช่วยเหลือสัตว์โดยไม่จำเป็น
ความเมตตาต่อสัตว์ไม่ใช่ความผิด แต่ควรทำควบคู่กับความรับผิดชอบ เพื่อให้คนและสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสมดุล

อย่างไรก็ตาม การให้อาหารหมาจรหรือแมวจร ไม่ใช่ความผิด และไม่ทำให้คุณติดคุก
แต่ควรทำอย่างมีความรับผิดชอบ รักษาความสะอาด และเคารพพื้นที่ส่วนรวม

ในโลกที่ยังมีสัตว์จำนวนมากต้องใช้ชีวิตลำพัง
การแบ่งปันน้ำใจเล็ก ๆ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกมันมีโอกาสรอดชีวิตอีกหนึ่งวัน
ก่อนแชร์ข้อมูลอะไรต่อ ลองตรวจสอบให้ชัดเจน
เพราะบางครั้ง “ข่าวลือ” อาจทำให้ความเมตตาของคนหายไปจากสังคมโดยไม่รู้ตัว.

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thainewsonline.co/news/social/898571
และ Watchdog Thailand Foundation - WDT

งุงิงุงิ ได้ไปร้านมาแล้ว whatadrink.bkkเป็นวันแรกๆ หลังอาบูแมวที่ร้านกลับดาวแมว ถามน้องว่าแมวกี่ตัว น้องน้ำตารื้นขึ้นมาเ...
27/02/2026

งุงิงุงิ ได้ไปร้านมาแล้ว whatadrink.bkk
เป็นวันแรกๆ หลังอาบูแมวที่ร้านกลับดาวแมว
ถามน้องว่าแมวกี่ตัว น้องน้ำตารื้นขึ้นมาเลยด้วยความคิดถึง
เราก็น้ำตารื้นตามด้วยความเข้าใจ
คนรักแมวด้วยกัน เข้าใจกันดี
ไม่ว่าจะเป็นการจากลาตัวแรก หรือตัวที่เท่าไหร่
ก็ไม่เคยชิน ไม่เคยง่าย
เป็นกำลังใจให้น้องๆ เมื่อคืนแวะเอาสติ๊กเกอร์แมวๆ ไปให้น้องๆ เอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายดูแลแมวๆ
ร้านน่ารัก เด็กเอ็นแน่นร้าน
ขนม น้ำ อาหารอร่อย
ไปเยี่ยมหาได้ โชคชัย4

🫶🏻🫰🎂🍵☕️

คนที่น้ำตาไหลคนนั้นคือฉันนนเอง
24/02/2026

คนที่น้ำตาไหลคนนั้นคือฉันนนเอง

21/02/2026

แมวจ้ม1000000%

ชอบสเป็คอ๊ปป้าอ่ะแม่
11/02/2026

ชอบสเป็คอ๊ปป้าอ่ะแม่

โพสต์นี้สอนให้เหล่าทาสแมวได้รู้ว่า "แมวก็มีสเปคเหมือนกัน"

ไม่นานมานี้เจ้าของเฟซบุ๊ก Kanokphon Arunrung ออกมาขอคำปรึกษากับกลุ่มทาสแมวว่า น้องแมวสาวตัวเดียวของบ้านไม่ยอมรับหนุ่มส้มที่เธอพามาเลย แต่น้องกลับสนใจแต่หนุ่มขาวที่อยู่ด้วยกันมานานแทน

เรื่องราวมีอยู่ว่า คุณแม่แมวคนนี้อยากให้สาวน้อยสีดำชื่อว่า "บาวตี้" ยอมรับหนุ่มส้มตัวใหม่ ยังไม่ทำหมัน ชื่อว่า "พ็อคเก็ต" ที่เพิ่งรับเลี้ยงมาได้ 6 เดือน เพราะคุณแม่อยากมีเบบี๋แล้ว

แต่น้องบาวตี้ไม่ยอมให้น้องพ็อคเก็ตเข้าใกล้เลย ขู่ใส่ตลอด และถึงน้องจะฮีทแค่ไหนน้องก็สนใจแต่หนุ่มขาวชื่อว่า "กู้ด" ที่อยู่ด้วยกันมานาน ซึ่งปัญหาคือน้องกู้ดทำหมันแล้ว ไม่สามารถมีลูกได้

คุณแม่ท้อแท้สุด ๆ จนต้องมาปรึกษาคนในกลุ่มทาสแมว และคำตอบที่ได้รับคือตลกมาก ๆ เพราะหลายคนมองว่า "น้องบาวตี้น่าจะมีสเปคเป็นหนุ่มตี๋ขาวมากกว่าส้มมาดเท่นะ"

คอมเมนต์บอกว่า

"สเปคหนุ่ม ตี๋ ขาว หล่อมาดนุ่ม ไม่เอาส้มมาดเท่ไม่ทัชใจ หนุ่มตี๋น่าจะเคยจีบกันมาก่อนทำหมัน น้องรักเดียวใจเดียวไม่อยากข้องเกี่ยวชายอื่น น่าเห็นใจมาก จะบังคับใจก็ยากอยู่นะ แล้วต้าวส้มมีใจหรือเปล่าครับ ถ้ามีใจให้อดทน เวลาพิสูจน์รักแท้ของส้ม"

"น้องผู้หญิงน่าจะชอบหนุ่มเกาหลี ผิวขาวไหมคะ"

"คนไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ค่ะแม่5555555"

"ส้มทรงเอ นางอาจไม่ชอบ"


นอกจากนี้แม่แมวยังมาให้ข้อมูลอีกว่า น้องพ็อคเก็ตพยายามตามจีบน้องบาวตี้แล้วนะ แต่จีบด้วยการเข้าไปแกล้งเขาไง เหมือนกับเด็กผู้ชายชอบเด็กผู้หญิงอะไรแบบนั้

คนเลยวิเคราะห์กันว่า สงสัยน้องพ็อคเก็ตยังนิสัยเด็กอยู่ ต้องปรับวิธีเข้าหาหญิงใหม่ (เป็นตุเป็นตะมาก5555555555)


สรุปแล้วคนก็แนะนำว่าให้ใช้เวลานะคะ เป็นกำลังใจให้คุณแม่มีเบบี๋ไว ๆ น้าา


#เหมียวนานะ

ที่อยู่

152 รามคำแหง118 ถนนสุขาภิบาล3 เขต
Bangkok
10240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ps i love catsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์