13/02/2025
โรคหัวใจเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทั้งในสุนัขและแมว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure: CHF) ได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม อาการทางคลินิกของ CHF มักมีความคล้ายคลึงกับสาเหตุอื่น ๆ ของภาวะระบบหายใจล้มเหลว ดังนั้นการแยกสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับหัวใจออกจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจจึงมีสำคัญในการวินิจฉัยและการรักษา บทความนี้จึงขอนำเสนอเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการจัดการภาวะ CHF ในสุนัขและแมวให้คุณหมอทุกท่านได้ทราบกัน
CHF คือ ภาวะที่หัวใจทำงานประสิทธิภาพลดลง ซึ่งทำให้ cardiac output (CO) น้อยจนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยสาเหตุที่เหนี่ยวนำให้เกิด CHF มี 2 สาเหตุ ดังนี้
1. Forward failure เช่น ภาวะที่ปริมาณเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกไปไม่เพียงพอ
2. Backward failure เช่น ความดันในหัวใจห้องบนที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่การคั่งของเลือดในหลอดเลือดดำ และทำให้เกิดภาวะ CHF ตามมา
พยาธิสรีรวิทยาที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะ CHF ความดันในหัวใจห้องบน (atrial pressure) อาจเพิ่มขึ้นจากหลายสาเหตุ ได้แก่ (ดังแสดงในตารางที่ 1 - ดูตารางได้ที่บทความบนเว็บไซต์)
เมื่อความดันในหัวใจห้องบนเพิ่มขึ้น หัวใจห้องบนจะขยายตัวเพื่อพยายามชดเชยแรงดันที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อกลไกชดเชยนี้เกินขีดจำกัดจะทำให้แรงดันในระบบหลอดเลือดดำเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของ pulmonary และ/หรือ systemic venous pressures แล้วทำให้ hydrostatic pressure ของเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้นจนเกิดภาวะการคั่งของของเหลวรั่วเข้าสู่เนื้อเยื่อปอดหรือ body cavity, pulmonary edema, ascites หรือ peripheral edema
Acute Heart Failure
สุนัขและแมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute heart failure) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกคือสุนัขหรือแมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวไม่รุนแรงมาก ได้รับการวินิจฉัยในระยะก่อนแสดงอาการ (preclinical phase) และเจ้าของได้รับคำแนะนำให้เฝ้าติดตามสังเกตอาการทางคลินิก และติดตามอัตราการหายใจขณะหลับ (sleeping respiratory rate: SRR) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจพบภาวะ CHF ตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงใช้ติดตามอาการหลังได้รับการรักษาด้วยยา
การทำ SRR สัตวแพทย์สามารถแนะนำให้เจ้าของติดตามอัตราการหายใจของสัตว์เลี้ยงในช่วงที่หลับสนิทและสงบ สังเกตการขึ้นลงของผนังช่องอก-ท้องบริเวณกลางลำตัว ระหว่างซี่โครงและช่องท้อง จับเวลา 1 นาที โดยปกติจะมีอัตราการหายใจต่ำกว่า 30 ครั้งต่อนาที หากเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันและคงที่เกิน 40 ครั้งต่อนาที หรือหากสังเกตเห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราการหายใจอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน แนะนำให้พบสัตวแพทย์
กลุ่มที่สอง คือ สุนัขและแมวที่มีภาวะ acute heart failure มักมีอาการ tachypnea และ dyspnea สัตว์ป่วยที่มีภาวะ CHF ระดับไม่รุนแรงอาจไม่แสดงอาการ dyspnea อย่างชัดเจน แต่จะมีระดับ SRR สูงขึ้น รูปแบบการแสดงอาการของสัตว์ป่วยที่มีภาวะ acute heart failure อาจแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และชนิดของสัตว์ โดยแมวมีแนวโน้มที่จะปกปิดอาการมากกว่าสุนัข ทำให้มีภาวะ dyspnea ไม่ชัดเจน และเจ้าของอาจสังเกตเห็นอาการความผิดปกติได้ยาก ส่วนสุนัขพันธุ์ใหญ่ (โดยเฉพาะ Dobermann Pinschers) มักแสดงอาการ dyspnea อย่างไม่เด่นชัดเมื่อเทียบกับพันธุ์เล็ก ดังนั้นอาจมีการประเมินความรุนแรงของ CHF ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ถ้าในแมวหากพบอาการหายใจทางปาก (open-mouth breathing) มักเป็นสัญญาณของระดับอาการที่รุนแรง นอกจากอาการทางระบบทางเดินหายใจแล้วยังมีอาการอื่นที่พบได้ เช่น
- อาการที่ไม่จำเพาะ ได้แก่ lethargy, restlessness, exercise intolerance, inappetence, weight loss, weakness, collapse และ cyanosis
- อาการไอ สุนัขที่เป็นโรคหัวใจมักมีอาการไอ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะหัวใจโต (left atrium enlarged) ที่กดทับหลอดลมใหญ่ (mainstem bronchi compression) หรือโรคระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย ทั้งนี้อาการไอจาก pulmonary edema ในสุนัขพบได้น้อย หากมีอาการไอโดยไม่มี tachypnea หรือ dyspnea ไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ยืนยันว่าเกิด CHF ได้ ยกเว้นว่ามีหลักฐานจากภาพรังสีวินิจฉัยว่าพบ pulmonary edema ส่วนในแมวอาการไอไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับ CHF
- อาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลวแบบ forward failure ได้แก่ syncope, pallor, hypothermia, cold extremities, exercise intolerance, hypotension
การแยกภาวะหายใจลำบากจากสาเหตุทางหัวใจและไม่ใช่หัวใจ (Differentiation of cardiac from non-cardiac causes of respiratory distress)
อาการที่พบจากการตรวจร่างกายซึ่งมีแนวโน้มสัมพันธ์กับภาวะ CHF ได้แก่ tachycardia, heart murmur, gallop sounds (โดยเฉพาะในแมว), arrhythmias, pulse deficits, เสียงหัวใจ และ/หรือ เสียงปอดเบาลง (muffled heart and/or lung sounds), jugular vein pulsation และ hepatojugular reflux (มักพบในราย right-sided CHF), ส่วนในแมวที่เป็น CHF อาจแสดงอาการอุณหภูมิร่างกายต่ำ, การได้ยินเสียง crackles lung sound อาจไม่ได้จำเพาะกับภาวะ pulmonary edema เสมอไป, การได้ยินเสียง wheezing lung sound ในแมวมีแนวโน้มสัมพันธ์กับโรคระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เช่น feline asthma
การวินิจฉัยภาวะ CHF
1. การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย: ในกรณีที่สัตว์ป่วยมีอาการ severe dyspnea ต้องให้สัตว์อยู่ในภาวะสงบ ให้ oxygen เสริม ไม่เหมาะกับการจับบังคับในท่า lateral recumbency เพื่อทำรังสีวินิจฉัยช่องอก แนะนำให้ทำ Point-of-Care Ultrasound (POCUS) เพื่อประเมินภาวะ pulmonary edema ระหว่างทำให้สัตว์ได้รับ oxygen และอยู่ในท่า sternal recumbency การทำ POCUS ไม่จำเป็นต้องใช้สัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ และใช้ระยะเวลาสั้น ๆ โดยสามารถประเมินขนาดของหัวใจห้องบนเบื้องต้นได้ ซึ่งการที่ไม่พบภาวะ atrial enlargement โอกาสที่จะเป็น CHF จะมีน้อยมาก และสามารถประเมินภาวะ respiratory distress ได้ การพบ B-lines (หรือ comet tail artefacts หรือ lung rockets) เป็นสัญญาณที่พบของเหลวในเนื้อปอดหรือถุงลม (interstitial และ/หรือ alveolar lung fluid) การทำ POCUS ร่วมกับ echocardiography จะช่วยแยกสาเหตุของภาวะ dyspnea ระหว่างจากหัวใจและไม่ใช่จากหัวใจได้แม่นยำมากขึ้น ดังตารางสรุปที่ 2
2. Cardiac Biomarkers: การวัดระดับ N-terminal pro-B-type natriuretic peptide (NT-proBNP) คือสารบ่งชี้ทางชีวภาพที่หลั่งออกมาเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจถูกยืดอันเป็นผลมาจากการเพิ่มของแรงดันต่อผนังหัวใจห้องล่าง และการตรวจ cardiac troponin I (cTnI) ในกระแสเลือดมีประโยชน์ในการแยกสาเหตุของภาวะหายใจลำบากที่เกี่ยวข้องกับหัวใจกับสาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจในสุนัขและแมว ปัจจุบันมีชุดตรวจ NT-proBNP แบบเร่งด่วนในสุนัข แต่ยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้อย่างชัดเจน (Harr et al., 2022) ดังนั้นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ในทางปฏิบัติต่อไป ส่วนในแมวที่มี pleural effusion สามารถตรวจ NT-proBNP ได้จากของเหลวที่ได้จากการทำ therapeutic thoracocentesis ถึงแม้ว่าความแม่นยำจะต่ำกว่าการตรวจจากพลาสมา แต่มีประโยชน์ในกรณีที่ไม่สามารถเก็บตัวอย่างเลือดจากแมวที่มีภาวะ severe dyspnea ได้ (Hezzell et al., 2016)
แต่ถ้าผลการตรวจออกมา "ผิดปกติ" มีแนวโน้มจะเป็นโรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าสาเหตุของอาการทั้งหมดมาจากหัวใจเพียงอย่างเดียว เช่น แมวที่เป็น asthma อาจมีโรค hypertrophic cardiomyopathy (HCM) ร่วมด้วย หากผลการตรวจออกมา "ปกติ" แสดงว่าอาการทางเดินหายใจที่ผิดปกติหรือภาวะน้ำที่คั่งนั้นไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากหัวใจ ส่วนการตรวจ cTnI สามารถใช้ได้ทั้งในสุนัขและแมว ค่าที่วัดได้มีค่า cut-off values แตกต่างกันตามการศึกษา จึงมีความจำเพาะตามแต่ละบริษัท แต่ทั้งนี้การตรวจ cTnI มีความแม่นยำต่ำกว่าการตรวจ NT-proBNP
3. Thoracic radiography: เป็น gold standard สำหรับยืนยันภาวะ CHF สามารถประเมินลักษณะหัวใจ, ปอด (รวมถึงรูปการเปลี่ยนแปลงของสภาพปอด), ทางเดินหายใจ และ pulmonary vasculature ได้พร้อมกัน ภาพถ่ายรังสีที่แสดงถึงภาวะหัวใจด้านซ้ายล้มเหลว ได้แก่ lung infiltration โดยเฉพาะที่ perihilar area หรือ caudodorsal lung lobe หัวใจใหญ่ vertebral heart score (VHS) > 10.5 (ให้เทียบตามแต่ละสายพันธุ์) หัวใจห้องบนซ้ายใหญ่ vertebral left atrial score >3 และอาจพบการขยายใหญ่ของ pulmonary vein
ในบางกรณีการถ่ายภาพรังสีช่องอกอาจไม่จำเป็น ถ้าสามารถวินิจฉัยภาวะ CHF ได้จากการ PE และทำ POCUS แต่อาจใช้ยืนยันการวินิจฉัยหรือใช้ติดตามการตอบสนองการรักษา การเปลี่ยนแปลงของภาพรังสีมักล่าช้ากว่าการฟื้นตัวของอาการทางคลินิก ถ้าสัตว์ป่วยมีภาวะ severe dyspnea แต่ตอบสนองต่อการรักษา อาจรอให้อาการคงที่ค่อยทำการถ่ายภาพรังสีช่องอกหลังจากเริ่มการรักษาไปแล้ว 12-24 ชั่วโมงก็ได้
4. Blood pressure measurement: สัตว์ป่วยที่มีภาวะ CHF จาก forward failure อาจมีภาวะ hypotension ได้ ซึ่งอาจต้องได้รับยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ (inotropic support) ส่วนในรายภาวะ systemic hypertension อาจเพิ่ม afterload ทำให้ left ventricle ทำงานได้แย่ลงและทำให้อาการของโรคหัวใจรุนแรงขึ้น สำหรับแนวทางการจัดการหากค่าความดันโลหิตไม่สูงมาก ควรควบคุมภาวะ CHF ก่อนแล้วจึงทำการประเมินความดันโลหิตซ้ำ แต่หากพบว่าความดันโลหิตยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ควรให้การรักษาร่วมกับการดูแล CHF ในระยะยาว
5. Electrocardiography (ECG): หากพบภาวะ arrhythmia หรือ pulse deficits ระหว่างการตรวจร่างกายควรทำ ECG ร่วมด้วย โดยสามารถทำในท่า sternal recumbency ได้ถ้าสัตว์แสดงอาการ severe dyspnea
6. Echocardiography: เป็นวิธีการวินิจฉัยเพื่อยืนยันชนิดโรคหัวใจ และเพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ภาวะ pulmonary hypertension อย่างไรก็ตามอาจไม่จำเป็นต้องทำในช่วงที่สุนัขอยู่ในภาวะวิกฤติ ควรทำการรักษาให้สุนัขอยู่ในภาวะคงที่ก่อน จึงค่อยส่งตัวเพื่อการวินิจฉัยชนิดโรคหัวใจ และการวางแผนการรักษาในระยะยาวต่อไปในภายหลัง
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง การจัดการ Acute CHF ในสุนัข ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2341
บทความโดย : น.สพ.สุนิพัจ พร้อมมูล - โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก ศูนย์เมืองเอก
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :