ธนิภัทร สัตวแพทย์

ธนิภัทร สัตวแพทย์ รักษาสัตว์ ฉีดวัคซีน ป้องกันเห็บ-หม?

หนึ่งในความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในการวางยาสลบทำหัตถการค่ะ
11/03/2026

หนึ่งในความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในการวางยาสลบทำหัตถการค่ะ

ประกาศค่าาาา ร้านหมอหยุดวันที่6-9นะคะ เนื่องจากหมอมีงานต่างจังหวัดค่ะ ขออภัยลูกค้าทุกท่านในความไม่สะดวกนะคะ หมอจะเดินทาง...
03/02/2026

ประกาศค่าาาา

ร้านหมอหยุดวันที่6-9นะคะ เนื่องจากหมอมีงานต่างจังหวัดค่ะ ขออภัยลูกค้าทุกท่านในความไม่สะดวกนะคะ หมอจะเดินทางกลับวันที่10 กพ 69 ค่ะ ทั้งนี้ลูกค้าสามารถโทรหรือไลน์มาปรึกษาได้ตามปกตินะคะ อาจจะมีการตอบรับช้าเล็กน้อยค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวกและขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจกันเสมอมาด้วยค่าาา🙏🏻🙏🏻🥰😊

11/09/2025

ความผิดปกติของพัฒนาการทางเพศ (disorders of s*xual development, DSD) หมายถึง ความผิดปกติแต่กำเนิดหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์เพศผู้หรือเพศเมีย ซึ่งหมายรวมถึงความผิดปกติของโครโมโซมเพศ ต่อมเพศ (go**ds) อวัยวะสืบพันธุ์ภายในและภายนอก ซึ่งคำว่า DSD ถูกนำมาใช้แทนคำศัพท์เดิมที่ล้าสมัย เช่น inters*x, hermaphrodite, pseudohermaphrodite และ s*x reversal
ความผิดปกติที่เป็นแต่กำเนิดหรือที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้หรือเพศเมีย ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม “ความผิดปกติของพัฒนาการทางเพศ” (DSD) โดยอาการทางคลินิกและรอยโรคที่สามารถพบได้ในภาวะ DSDs มีดังนี้
1. Clinical Signs and Lesions of Disorders of S*xual Development (DSDs)
1.1 แมวเพศผู้ที่มีขนสามสี (tricolored male cat)
จากการศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์แมวสามสีเพศผู้มักพบความผิดปกติของโครโมโซมเพศ (s*x chromosome DSD) เช่น XXY, trisomy หรือ mosaic โดยต่อมเพศอาจเป็น te**es หรือ ovote**es (มีทั้งอัณฑะและรังไข่) ซึ่งมักเจริญไม่เต็มที่ อวัยวะเพศภายนอกอาจเป็นเพศชายปกติ กำกวม หรือมีภาวะรูเปิดของท่อปัสสาวะผิดตำแหน่ง (hypospadias) และภาวะที่อัณฑะไม่ลงถุงอัณฑะ (cryptorchidism) ร่วมด้วย โดยแมวกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นหมัน
1.2 ภาวะรูเปิดของท่อปัสสาวะผิดตำแหน่ง (hypospadias)
เป็นภาวะความผิดปกติของ s*x chromosome DSD โดยมีรูเปิดของท่อปัสสาวะอยู่ด้านล่างของ p***s และมักพบว่าถุงอัณฑะของแมวเหล่านี้แยกออกเป็นสองส่วน (bifid sc***um) โดยมีอวัยวะเพศและรูเปิดของท่อปัสสาวะอยู่ระหว่างถุงอัณฑะทั้งสองข้าง
1.3 อวัยวะเพศภายนอกกำกวม (ambiguous external genitalia)
แมวที่มีอวัยวะเพศภายนอกกำกวม เช่น มีทั้งลักษณะของ p***s และ v***a ซึ่งอาจมีภาวะผิดปกติของ s*x chromosome DSD หรือในบางกรณีที่พบได้น้อยจะเป็นความผิดปกติในแมวที่มีโครโมโซม XX หรือ XY
1.4 แมวที่มีลักษณะภายนอกเป็นเพศเมียแต่ภายในร่างกายมีอัณฑะ (female external genitalia but internal te**es)
แมวที่มีลักษณะภายนอกเป็นเพศเมีย แต่ตรวจพบว่ามีอัณฑะหรือมีทั้งอัณฑะและรังไข่อยู่ภายในส่วนมากจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม XY testicular DSD โดยกรณีนี้จะไม่มีการสร้าง testosterone hormone และไม่มี androgen receptor ทำให้แมวมีลักษณะภายนอกเป็นเพศเมียแม้จะมีโครโมโซม XY
1.5 ภาวะไม่มีอัณฑะ (anorchia), ภาวะมีอัณฑะเพียงข้างเดียว (monorchia), ภาวะที่อัณฑะไม่ลงถุงอัณฑะ(cryptorchidism), ภาวะอัณฑะไม่พัฒนาเลยหรือพัฒนาน้อยกว่าปกติ (testicular aplasia and hypoplasia)
เป็นภาวะความผิดปกติที่พบบ่อยในแมวเพศผู้ โดยเฉพาะ cryptorchidism ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม XY testicular DSD ส่วนใหญ่อัณฑะไม่ได้หายไปจริง แต่มักถูกพบในช่องขาหนีบหรือช่องท้อง การวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงต้องอาศัยการตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งอาจพบว่าอัณฑะมีขนาดเล็กไม่มีการพัฒนาหรือฝ่อลงไป
1.6 ภาวะที่รังไข่พัฒนาได้น้อยผิดปกติหรือไม่มีการพัฒนาเลย (ovarian hypoplasia or aplasia)
แมวเพศเมียที่ไม่มีรังไข่หรือมีรังไข่ขนาดเล็กผิดปกติ ถือว่าเป็นภาวะที่พบได้น้อยส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่ม XX gonadal dysgenesis หรือ XX ovarian DSD โดยที่ภาวะ gonadal dysgenesis หมายถึง ต่อมเพศที่มีการพัฒนาไม่สมบูรณ์จนไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นอัณฑะหรือรังไข่
1.7 ภาวะถุงน้ำบริเวณรังไข่หรือใกล้กับมดลูก (ovarian/periovarian cysts or cysts near the uterus)
ภาวะถุงน้ำที่เกิดจากท่อหรือท่อย่อยในระยะตัวอ่อนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งอาจขยายตัวจนกลายเป็นถุงน้ำบริเวณรังไข่หรือใกล้มดลูกได้ ถุงน้ำเหล่านี้มีแหล่งกำเนิดจากท่อ paramesonephric หรือท่อ mesonephric จัดอยู่ในกลุ่ม XX ovarian DSD
1.8 ภาวะมดลูกบางส่วนไม่พัฒนา (segmental absence of the uterus)
จัดอยู่ในกลุ่มความผิดปกติของพัฒนาการทางเพศแบบ XX ovarian DSD แมวเพศเมียที่มีลักษณะภายนอกเป็นปกติ แต่พบว่ามดลูกบางส่วนขาดหายไปโดยที่เนื้อเยื่อโดยรอบ (mesometrium) ยังคงอยู่ หรือที่เรียกว่า segmental aplasia ซึ่งส่วนที่เหลือของมดลูกอาจโป่งพองจากการคั่งของของเหลวหรือตกค้างของสิ่งคัดหลั่งภายใน
2. การจำแนกประเภทความผิดปกติของพัฒนาการทางเพศ Classification of Disorders of S*xual Development (DSDs)
ในแมวปกติจะมีโครโมโซม 38 แท่งต่อเซลล์ซึ่งอยู่กันเป็นคู่เรียกว่า diploid โดยมาจากพ่อและแม่ฝั่งละ 19 คู่ หากแมวมีองค์ประกอบของโครโมโซมเพศผิดปกติจะจัดอยู่ในกลุ่ม s*x chromosome DSD แต่สำหรับแมวที่มีโครโมโซมปกติแบบ XX หรือ XY แต่มีความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์แต่กำเนิดจะจัดอยู่ในกลุ่ม XX DSD หรือ XY DSD ตามลำดับ และนอกจากนี้การตรวจหายีน SRY (ยีนกำหนดเพศผู้บนโครโมโซม Y) เป็นวิธีที่ใช้บ่อยในการระบุประเภท DSD โดยหากได้รับการตรวจจะสามารถแบ่งออกได้เป็น XX SRY-positive, XX SRY-negative, XY SRY-positive และ XY SRY-negative
ลำดับถัดไปคือการจำแนก gonadal type ได้แก่ te**es, ovaries, ovote**es และ gonadal dysgenesis โดยการวินิจฉัยชนิดต่อมเพศจำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางพยาธิวิทยาอย่างละเอียดร่วมด้วย ดังนั้นการจำแนกประเภทภาวะความผิดปกติของพัฒนาการทางเพศ (DSD) ที่อ้างอิงจากโครโมโซมเพศจึงถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังที่แสดงในตารางที่ 1 (ดูตารางได้ที่บทความบนเว็บไซต์)
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง S*x chromosome disorders of s*xual development ทั้ง XX disorders of s*xual development และ XY testicular DSD พร้อมภาพประกอบและตารางต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2430
บทความโดย : น.สพ.นรภัทร เขียวคำ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

28/07/2025

สำหรับฉบับนี้จะเขียนเกี่ยวกับ alopecia X หรือ hair cycle arrest โดยมี references จาก
1. บทความเรื่อง “Canine noninflammatory alopecia: An approach to its classification and a diagnostic aid” จาก Dr. Monika Welle ตีพิมพ์ใน Journal of Veterinary Pathology ปี 2023
2. Case report จาก Dr. Linda Frank ตีพิมพ์ในวารสาร Clinician Brief
3. Textbook of Small Animal Dermatology 7th Edition
4. เอกสารประกอบการเรียน ESAVS 2 โดย Dr. Craig Griffin และ dermatology resident lecture ของ Dr. Monica Welle ซึ่งจะสรุปเกี่ยวกับการรักษาที่ช่วยให้มีการกระตุ้นการงอกของขน
สำหรับภาวะขนร่วงที่เรียกว่า alopecia X เป็นชื่อที่เรียกในสุนัขพันธุ์ Pomeranian, German Spitz, Keeshond, Schipperke, Chow Chow, Samoyed, Siberian Husky และ Alaskan Malamute ซึ่งมีสภาวะขนร่วงที่คล้ายกัน ในสุนัขพันธุ์อื่น ๆ หรือสุนัขที่มี curly hair เช่น Toy และ Miniature poodles จึงเรียกว่า alopecia X-like disorders
ภาวะขนร่วงนี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “alopecia associated with impaired hair cycle” จาก Textbook of Small Animal Dermatology จึงเรียกว่า “hair cycle arrest” แทนที่จะเรียกว่า alopecia X
จะขอ review เกี่ยวกับ cycle ของขนและรากขน โดยจะแบ่งตามการเจริญเติบโตได้เป็น 4 stages ดังนี้
• Anagen stage จะเป็นช่วงที่เส้นขนเจริญเติบโตเต็มที่ โดยมีรากขน (hair bulb) ที่ประกอบไปด้วย inferior portion ที่มีส่วนประกอบของ outer root sheath, inner root sheath และ dermal papilla ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นขน
• Catagen stage เป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการเจริญเติบโตและการพักของเส้นขน
• Telogen stage เป็นช่วงที่เส้นขนอยู่ในช่วงการพัก ไม่มีการเจริญเติบโต เส้นขนในระยะนี้ รากขนจะไม่มีส่วน inferior portion
• Exogen stage เป็นช่วงที่ขนร่วง (shedding)
• Kenogen stage หรือ hairless follicle เป็นรากขนที่ไม่มีส่วนประกอบของเส้นขน การที่มีจำนวนของ kenogen hair follicle เพิ่มมากขึ้น เป็นสาเหตุของสภาวะขนร่วง (alopecia) และต้องมาหา primary causes ที่ก่อให้เกิด การเพิ่มจำนวนของ kenogen stage
จาก paper ของ Dr. Welle ได้เขียนถึง hormone ต่าง ๆ ที่มีผลต่อการงอกของขน จึงเป็นคำอธิบายว่า ทำไมสุนัขที่เป็น hypothyroidism และสุนัขที่เป็น hyperadrenocorticism จึงมีภาวะขนร่วง
Pathogenesis ของ Alopecia X หรือ Hair Cycle Arrest
1. เนื่องจากภาวะขนร่วงนี้เกิดขึ้นเมื่ออายุหลังหนึ่งปีไปแล้ว บางตัวไม่ได้มีวิการของผิวหนังจนกว่าจะอายุ 4-5 ปี จึงสันนิษฐานว่า สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และการศึกษาส่วนมากจะเน้นใน สุนัขพันธุ์ Pomeranian และสุนัขพันธุ์ German Spitz
2. จากการศึกษาในสุนัขพันธุ์ Pomeranian พบว่า ระดับ hormone 17- hydroxyl progesterone (17-OHP) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ steroid hormone มีระดับมากกว่าปกติ ซึ่งน่าจะเกิดจากความผิดปกติของ enzyme 21-hydroxylase จึงมีข้อสันนิษฐานว่า ภาวะขนร่วงในสุนัขพันธุ์ Pomeranian น่าจะเกิดจากความผิดปกติของระดับ steroid hormone ที่มากกว่าปกติ นอกจากนี้มีการทำ skin biopsy เพื่อตรวจหา genetic ที่ควบคุมระดับ steroid hormone ในระดับผิวหนังด้วยวิธี transcriptome profiling พบว่ามีความผิดปกติของระดับ steroid hormone ในระดับผิวหนังแต่ยังไม่สามารถยืนยัน gene ที่ควบคุมความผิดปกตินี้ได้ (Welle, 2023) และส่วนใหญ่จะศึกษาในสุนัขพันธุ์ Pomeranian
การวินิจฉัย
1. จาก signalment พบมากในสุนัขพันธุ์ที่เรียกว่า plush coated คือพันธุ์ที่มีขนแน่น (dense coat และมี under coat) เช่น สุนัขพันธุ์ Pomeranian, German Spitz, Keeshond, Schipperke, Chow Chow, Samoyed, Siberian Husky และ Alaskan Malamute
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่ามีรายงานถึงภาวะขนร่วงในสุนัขที่มี curly hair เช่น ในพันธุ์ Toy และ Miniature Poodles ที่มีวิการของผิวหนัง และผลของ histopathology คล้ายคลึงกับที่พบในสุนัขพันธุ์ Pomeranian จึงมีชื่อเรียกสภาวะขนร่วงนี้ว่า alopecia X-like disorder
2. Clinical signs ของ alopecia X หรือ hair cycle arrest วิการของขนร่วงจะเป็น noninflammatory alopecia โดยจะเริ่มที่สีข้างทั้งสองข้าง เป็นแบบ bilateral symmetrical และขนจะไม่ร่วงบริเวณหัว หาง และขา และผิวหนังจะเป็นสีเข้ม (hyperpigmentation) อาจพบสะเก็ด (scaling) รวมถึง secondary bacterial infection
3. การวินิจฉัยทางผิวหนัง ถึงแม้วิการของผิวหนังและพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงจะสนับสนุนว่าเป็น alopecia X แต่อย่างไรก็ดี
การวินิจฉัยภาวะ alopecia X คือการวินิจฉัยโดยการตัดสาเหตุอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะขนร่วง (diagnosis by exclusion) ดังนั้นคุณหมอก็ต้องทำการวินิจฉัยทางผิวหนังและตรวจเลือดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีสาเหตุอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะขนร่วง เช่น
3.1. การทำ skin cytology เพื่อตรวจหา secondary infection ของแบคทีเรียจากกลุ่ม Staphylococcus pseudintermedius โดยการทำ impression smear จากวิการที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น epidermal collarettes โดยcytology จะพบ intracellular cocci bacteria
3.2. การทำ skin scraping ทั้ง superficial และ deep skin scraping เพื่อ rule out external parasite infestation
3.3. การตัดชิ้นเนื้อ (histopathology) เพื่อยืนยันการวินิจฉัย จะพบการลดจำนวนของ anagen hair follicles และมีจำนวน telogen follicles และ kenogen follicles มากขึ้น รวมถึงมีความผิดปกติของรากขนที่เรียกว่า flame follicles มากกว่าปกติ ผลของ histopathology จะคล้ายกับสุนัขที่มีภาวะความผิดปกติของ s*x hormones เช่น hyperestrogenism
4. การตรวจเลือด เพื่อเช็ก complete blood count, chemistry profile และระดับ thyroid hormone ด้วยการตรวจ thyroid profile (total thyroid, thyroid by equilibrium dialysis และ TSH hormone) เพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขไม่ได้เป็น hypothyroidism
5. การตรวจระดับ s*x hormone และ steroid hormone ด้วยการทำ ACTH stimulation เพื่อ rule out hyperadrenocorticism เนื่องจากการศึกษาพบว่า สุนัข Pomeranian ที่มีภาวะขนร่วงแบบ alopecia X มีระดับ hormone 17- hydroxylprogesterone (17-OHP) มากกว่าปกติ และมีการสันนิษฐานว่า สุนัขเหล่านี้อาจจะเป็น atypical hyperadrenocorticism แต่ส่วนมากแล้ว สุนัขที่เป็น alopecia X จะมีผลตรวจ ACTH stimulation test ที่เป็นปกติ
ปัจจุบันมีการตรวจระดับ s*x hormone profile โดยการทำ ACTH stimulation test ซึ่งจะตรวจทั้ง s*x hormone และ steroid hormone precursor ก่อนและหลังการกระตุ้นด้วย hormone cortrosyn (cosyntropin) แต่ต้องส่งที่ lab เฉพาะทาง เช่น University of Tennessee, UC Davis of Veterinary Medicine, Cornell University, Michigan State University, Texas A&M Veterinary Medical Diagnostic Laboratory ซึ่งผลตรวจที่ได้อาจจะนำมาช่วยในการวินิจฉัย
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่องการรักษาและภาพประกอบต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2414
บทความโดย : สพ.ญ.เลอเพ็ญ ดวงแก้ว
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

30/06/2025
18/05/2025

ประกาศ
คลินิก ธนิภัทร สัตวแพทย์
ปิดวันที่ 19-20 พค. 68
ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ
🐶🐰🐱

ฉีดวัคซีนเพื่อนป้องกันโรคประหยัดและลดการสูญเสียได้มากกว่านะคะ มาทำวัคซีนกันเยอะๆนะคร้าบบบ ด้วยความปรารถนาดีจาก ธนิภัทร ส...
17/05/2025

ฉีดวัคซีนเพื่อนป้องกันโรคประหยัดและลดการสูญเสียได้มากกว่านะคะ มาทำวัคซีนกันเยอะๆนะคร้าบบบ

ด้วยความปรารถนาดีจาก ธนิภัทร สัตวแพทย์ค่า

ในปี 2024 ทางสมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย (VPAT) ได้ทำการปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับโปรแกรมการให้วัคซีนสำหรับสุนัขและแมวในประเทศไทยให้เป็นปัจจุบัน และสอดคล้องกับสภาวการณ์ในประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในแมว ซึ่งสรุปได้ว่าวัคซีนที่ควรให้ในแมวนั้นจะประกอบด้วย วัคซีนหลักและวัคซีนทางเลือก โดยแบ่งช่วงอายุสำหรับการเริ่มให้วัคซีนออกเป็น กรณีเริ่มวัคซีนที่อายุน้อยกว่า 4 เดือนแต่ไม่ต่ำกว่า 2 เดือน และกรณีที่เริ่มวัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 4 เดือนขึ้นไป ซึ่งจะมีรายละเอียดการปฏิบัติที่แนะนำแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน ปัจจัยจากตัวสัตว์และปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย
การให้วัคซีนหลัก คือ การให้วัคซีนวัคซีนเพื่อหวังผลให้ป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญ ที่มีการแพร่ระบาดอยู่ทั่วทุกมุมโลก และเป็นกลุ่มเชื้อที่มีความรุนแรงทำให้สัตว์มีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยในวัคซีนหลัก สำหรับแมวในประเทศไทยจะหวังผลให้ป้องกันการติดเชื้อและการก่อโรคจากเชื้อ Feline parvovirus (FPV) Feline calicivirus (FCV) Feline herpesvirus-1(FHV) Rabies virus และ Feline leukaemia virus (FeLV) การให้วัคซีนหลักในแมวจะเริ่มให้เมื่อลูกแมวอายุ 2 เดือนขึ้นไป (ยกเว้นวัคซีนป้องกัน Rabies virus ให้เริ่มที่ 3 เดือน) และให้ซ้ำทุก 2-4 สัปดาห์อีก 3-4 ครั้งจนกระทั่งแมวอายุไม่ต่ำกว่า 4 เดือน และแนะนำให้ซ้ำที่อายุ 6 เดือนครึ่ง หรือ 26 สัปดาห์อีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าการกระตุ้นภูมิคุ้มกันไม่ถูกรบกวนจากอิทธิพลของภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดที่ได้จากแม่ (Maternal derived antibody: MDA) อีกทั้งเพื่อให้มั่นใจว่าแมวตัวนั้นๆ จะมีภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอป้องกันโรคได้
เนื่องจากผลการสำรวจในงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ประเทศไทย มีความชุกเชื้อไวรัสเหล่านี้อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูง (ความชุกของเชื้อไวรัส FPV, FCV, FHV, FeLV และ Rabies virus ในประเทศไทยช่วง 5-6 ปี ย้อนหลังมานี้มีรายงานเฉลี่ยว่าไม่ต่ำกว่า 10%) หลังจากให้วัคซีนที่อายุ 26 สัปดาห์ ให้เว้นระยะห่างครบ 1 ปี จึงกระตุ้นซ้ำ และหลังจากนั้นวางแผนการให้วัคซีนในปีถัด ๆ ไปเป็นทุก 1-3 ปี ขึ้นกับปัจจัยความเสี่ยงและดุลยพินิจของสัตวแพทย์ที่ต้องมีความเข้าใจในเคสนั้น ๆ ในแง่สภาพการเลี้ยงดู สุขภาพ พฤติกรรมสัตว์ และความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มของวัคซีนเอง ซึ่งเห็นได้ว่าไม่มีโปรแกรมตายตัวที่เหมาะสำหรับแมวทุกตัว สัตวแพทย์ควรใช้ความรู้เรื่องการตรวจระดับภูมิคุ้มกันหลังทำวัคซีนมาประกอบการวิเคราะห์และการวางแผนร่วมด้วยเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวสัตว์ ในกรณีที่แมวเริ่มวัคซีนครั้งแรกที่อายุ 4 เดือนขึ้นไปจะแนะนำให้วัคซีน 2 ครั้งห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และเว้นระยะห่างครบ 1ปี จึงกระตุ้นซ้ำ และวางแผนการให้วัคซีนในปีถัด ๆ ไปเป็นทุก 1-3 ปี ขึ้นกับปัจจัยความเสี่ยงและดุลยพินิจของสัตวแพทย์เช่นกัน
วัคซีนหลักสำหรับแมวที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็นวัคซีนเดี่ยว (monovalent vaccine) และวัคซีนรวม (polyvalent vaccine) ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างกันดังนี้
1. วัคซีนเดี่ยว คือ วัคซีนที่มุ่งเป้าให้สัตว์สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเพียงชนิดเดียวเท่านั้นแบบจำเพาะให้ได้ในปริมาณสูง ข้อดีคือ ทำให้ได้ภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะต่อเชื้อเป้าหมายนั้น ๆ ได้สูง จึงเหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อใดเชื้อหนึ่งแบบเฉพาะ มักมีส่วนประกอบน้อย ทำให้มีโอกาสเกิดการแพ้วัคซีนหรือผลข้างเคียงจากการทำวัคซีนได้ต่ำ สามารถวางแผนการให้วัคซีนให้สอดคล้องกับสภาวะภูมิคุ้มกันของสัตว์ในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ ลดการกระตุ้นภูมิที่เกินจำเป็น เพราะสามารถทำแบบแยกเข็มได้ แต่ข้อเสียคือ ไม่สะดวกในแง่การปฏิบัติงานจริงที่เจ้าของต้องพาสัตว์สถานพยาบาลบ่อยขึ้น สัตว์จะเครียดง่าย โดยรวมทำให้ต้องฉีดวัคซีนหลายครั้งเพราะไม่ครอบคลุมโรคสำคัญอื่น ๆ และวัคซีนมักมีราคาสูง ซึ่งในแมววัคซีนที่เป็นวัคซีนเดี่ยวที่มีใช้อยู่ในท้องตลาด ได้แก่ วัคซีนป้องกัน Rabies virus และวัคซีนป้องกัน FeLV เนื่องจาก Rabies virus เป็นเชื้อที่ติดต่อสู่คนได้ ดังนั้น ในเชิงปฏิบัติแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้เป็นวัคซีนเดี่ยวในแมวที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้มาก่อน เพราะต้องการให้วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เฉพาะกับเชื้อ Rabies virus ให้ได้สูงมากที่สุด
2. วัคซีนรวม คือ วัคซีนที่ออกแบบมาเพื่อให้สัตว์สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้มากกว่าหนึ่งชนิดต่อการฉีดวัคซีนหนึ่งเข็ม ข้อดีคือสะดวกในแง่ปฏิบัติงานจริง ช่วยลดความเครียดในแมว เพราะไม่ต้องพามาฉีดวัคซีนแยกเข็มหลายครั้ง ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย การฉีดหนึ่งเข็มสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันเชื้อได้มากกว่าหนึ่งชนิด จึงทำให้ครอบคลุมโรคสำคัญ ๆ ในเวลาเดียวกัน ช่วยให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ต่อโรคที่สำคัญ ๆ หลายชนิดได้ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับลูกสัตว์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหลายชนิดในเวลาเดียวกัน แต่มีข้อเสียคือ การให้วัคซีนรวม มีโอกาสเกิดการแพ้วัคซีนหรือผลข้างเคียงหลังจากทำวัคซีนได้มากกว่าวัคซีนเดี่ยว เพราะมีเชื้อและองค์ประกอบหลายอย่างในวัคซีนหนึ่งเข็ม ทำให้ระบุได้ยากว่า ผลข้างเคียงจากการทำวัคซีนเกิดจากองค์ประกอบใด อีกทั้งทำให้สัตว์ถูกกระตุ้นภูมิคุ้มที่จำเพาะบางชนิดเกินจำเป็น ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับสัตว์ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น แมวเด็กหรือแมวสูงอายุที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงหรือมีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง อีกนัยหนึ่ง วัคซีนรวมจะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะต่อเชื้อที่เป็นเป้าหมายที่ต้องการจริง ๆ ได้ต่ำกว่าการให้วัคซีนเดี่ยวที่จำเพาะต่อเชื้อ ทำให้ต้องกระตุ้นวัคซีนบ่อยขึ้น การวางแผนการให้วัคซีนให้สอดคล้องกับระดับภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะที่มีต่อเชื้อแต่ละชนิด จะทำได้ยาก เพราะเชื้อไวรัสที่สำคัญบางชนิดไม่มีแยกเป็นวัคซีนเดี่ยว ซึ่งในแมววัคซีนที่เป็นวัคซีนรวมที่มีใช้อยู่ในท้องตลาด ได้แก่
· วัคซีนรวมป้องกัน FCV และ FHV (FVRC vaccine)
· วัคซีนรวมป้องกัน FPV, FCV และ FHV (FVRCP vaccine)
· วัคซีนรวม FVRCP + FeLV
· วัคซีนรวม FVRCP + Rabies
1. ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า วัคซีนรวม FVRCP ชนิดเชื้อเป็น สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันที่เฉพาะได้เพียงพอ ที่จะสามารถป้องกันการก่อโรคของเชื้อไวรัสทั้งสามชนิดนี้ได้นาน 2-3 ปี โดยป้องกันการก่อโรคจากเชื้อไวรัสเหล่านี้ได้ประมาณ 70% ขึ้นไป (FHV-1 70.7%, FCV 92.4% และ FPV 68.5%)
การให้วัคซีนทางเลือก คือ การให้วัคซีนวัคซีนเพื่อหวังผลให้ป้องกันโรคติดเชื้อที่สัตว์มีความเสี่ยงสูงที่สัตว์จะติดได้จากพฤติกรรม และปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดที่สัตว์อาศัยอยู่ ซึ่งในประเทศไทยวัคซีนทางเลือกสำหรับแมวคือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ Chlamydia ซึ่งแนะนำให้เริ่มฉีดเมื่อแมวอายุ 2 เดือนขึ้นไป ฉีด 2 ครั้งห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และหลังจากนั้นให้วางแผนกระตุ้นเป็นประจำทุกปีในแมวที่มีความเสี่ยง โดยดูตัวอย่างการฉีดวัคซีนได้ตามตาราง (ดูตารางได้ที่คอมเมนต์)
จากตารางข้างต้นจะเป็นแนวทางการจัดโปรแกรมวัคซีนสำหรับลูกแมวที่มีสุขภาพแข็งแรงที่เจริญเติบโตตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็นตามสายพันธุ์ และได้รับการดูแลเลี้ยงดูที่เหมาะสม แต่ถ้าลูกแมวที่เข้ามารับบริการมีแนวโน้มหรือประวัติเสี่ยงที่อาจมีสภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือตอบสนองได้ไม่ดี เลี้ยงอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากในสถานรับเลี้ยงสัตว์ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมสำหรับลูกแมวตัวนั้น ๆ เช่น เลื่อนระยะการเริ่มวัคซีนเข็มแรกออกไปเล็กน้อย หรือจนกว่าสัตว์จะมีสุขภาพปกติ หรืออาจจะเว้นระยะการกระตุ้นวัคซีนให้เร็วขึ้นจากทุก 4 สัปดาห์ เป็นทุก 2 สัปดาห์แทน รวมไปถึงต้องให้ความรู้แก่เจ้าของเรื่องสุขภาพสัตว์ และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งสองฝ่าย และเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สัตว์
อ่านบทความและทำข้อสอบ CE ได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2390

เข้าหน้าร้อนแล้ว หมั่นเฝ้าสังเกตุน้องๆกันด้วยนะคะ🥰
06/03/2025

เข้าหน้าร้อนแล้ว หมั่นเฝ้าสังเกตุน้องๆกันด้วยนะคะ🥰

ฮีทสโตรกในสัตว์เลี้ยง อันตรายที่เจ้าของต้องรู้!
🔥 ฮีทสโตรกคืออะไร?
ฮีทสโตรก (heat stroke) คือ ภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกินไปจนส่งผลอันตรายต่ออวัยวะภายใน และอาจเสียชีวิตได้

🚨 สัตว์เลี้ยงที่มีความเสี่ยง
✅ สุนัขและแมวพันธุ์หน้าสั้น เช่น ปั๊ก บูลด็อก เปอร์เซีย
✅ สัตว์ที่มีขนหนา เช่น ไซบีเรียน ฮัสกี้ อลาสกัน มาลามิวท์
✅ สัตว์เลี้ยงที่มีอายุเยอะ หรือมีโรคประจำตัว
✅ สัตว์เลี้ยงที่อยู่ในที่ร้อนอบอ้าว เช่น ในรถยนต์ หรือกลางแจ้งที่แดดจัด

🆘 อาการของฮีทสโตรก
⚠️ หายใจหอบหนัก
⚠️ น้ำลายไหลมากผิดปกติ
⚠️ กระวนกระวาย ไม่อยู่นิ่ง
⚠️ ตัวร้อนจัด (อุณหภูมิร่างกายเกิน 39°c)
⚠️ ซึม อ่อนแรง หรือหมดสติ

⛑ วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น
✅ ย้ายสัตว์ไปที่ร่มหรือที่อากาศถ่ายเทสะดวก
✅ ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว โดยเฉพาะที่อุ้งเท้า รักแร้ และขาหนีบ
✅ ให้ดื่มน้ำเล็กน้อย (อย่าบังคับ)
✅ เปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ช่วยลดความร้อน
🚑 นำส่งสัตวแพทย์ทันที!

❄️ วิธีป้องกันฮีทสโตรกในสัตว์เลี้ยง
✅ ไม่ปล่อยให้อยู่ในที่ร้อนหรือรถยนต์ปิด
✅ ให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำสะอาดเพียงพอ
✅ หาที่ร่มให้สัตว์พักเมื่ออยู่กลางแจ้ง
✅ เลี่ยงพาเดินเล่นช่วงแดดแรง (10.00-16.00 น.)

18/02/2025

หมอครับ หมาเป็นลม ! หมอคะ น้องชักมาค่ะ !
น่าจะเป็นประโยค classic ที่คุณหมอทุกคนได้ยินอยู่บ่อยครั้งขณะกำลังเข้าเวรบนคลินิก โดยมักจะมาพร้อมกับเจ้าของสัตว์ป่วยที่กำลังตกใจและเป็นห่วงสัตว์เลี้ยงของตนเองวิ่งเข้ามาที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยมากเมื่อสัตว์ป่วยมาถึงโรงพยาบาลแล้วมักจะอยู่ในสภาพที่ปกติหรือเกือบปกติ เนื่องจากผ่าน episode ของอาการไปแล้ว และเนื่องจากเจ้าของอยู่ในภาวะตกใจจึงมักไม่สามารถถ่ายวิดีโอขณะเกิด episode ไว้ได้ ผู้เขียนเชื่อว่าบ่อยครั้งคุณหมอทุกคนรวมถึงตัวผู้เขียนเองจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า เป็นลม (syncope) หรือชัก (seizure) กันแน่นะ ทำยังไงดี ส่ง consult cardio หรือ neuro ดีนะ ส่งมันทั้งคู่เลยดีไหม หรือ refer ไป MRI rule out intracranial disease เลยดี
ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ผู้เขียนเองได้ฟังจากน้องหมออายุรกรรม รวมถึงพบ case consult เพื่อตรวจระบบประสาทเนื่องจากไม่แน่ใจว่ามีความผิดปกติทางระบบประสาทหรือไม่อยู่บ่อยครั้ง คำถามดังกล่าวจึงเป็นที่มาของบทความนี้ โดยผู้เขียนจะกล่าวถึงข้อมูลเบื้องต้นของ syncope และ seizure รวมถึงข้อแตกต่างที่สามารถช่วยในการแยกแยะทั้ง 2 ภาวะนี้ออกจากกันได้ในเบื้องต้น โดยหวังว่าจะสามารถช่วยให้คุณหมอพิจารณาแนวทางในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างมั่นใจมากขึ้นหลังจากอ่านบทความฉบับนี้
Syncope หรือ ภาวะเป็นลมหมดสติ เป็นลักษณะอาการที่อยู่ในกลุ่ม collapse (ภาวะวูบเฉียบพลัน) โดยมี pathophysiology จากการที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงแบบเฉียบพลัน จึงทำให้เกิดหมดสติเป็นระยะเวลาชั่วคราว โดยสามารถแบ่งออกเป็น cardiogenic ที่เกิดจากการบีบตัวผิดปกติของหัวใจ และ neurocardiogenic ที่เกิดจากระบบประสาทเป็นตัวกระตุ้น เช่น vasovagal syncope หรือ vasodepressor syncope ซึ่งในสัตว์มักพบ cardiogenic syncope ได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ เช่น degenerative mitral valve disease (DMVD) หรือ hypertrophic cardiomyopathy (HCM) ทำให้ความสามารถในการบีบตัวของหัวใจลดลง และมี cardiac output ลดลงตามลำดับ
Seizure หรือภาวะชัก เป็นความผิดปกติของ cerebral cortex ชั่วคราว ที่ถูกจัดกลุ่มอยู่ใน non-syncopal collapse โดยเกิดจากการเสียสมดุลของ excitatory และ inhibitory neurotransmitter โดยอาจเกิดได้จาก structural หรือ nonstructural disease โดยการชักสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ preictal, ictal และ postictal ซึ่งอาการชักสามารถเกิดขึ้นได้หลายแบบ เช่น partial seizure, complex partial seizure หรือ generalized seizure
Syncope และ seizure เป็นภาวะที่มีความคล้ายคลึงกันในหลาย ๆ ด้าน เช่น เป็น episodic sign โดยมีอาการเป็นระยะ สามารถหยุดได้เอง มักพบ unconscious หรือ สงสัยว่า unconscious ในขณะเกิด episode และมักมีอาการล้มตะแคง โดยอาจพบอาการเหยียดเกร็งร่างกาย รวมถึงยังสามารถพบ autonomic involvement เช่น urination หรือ salivation ได้ทั้งใน seizure และ syncope เช่นกัน จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ syncope และ seizure จะมี pathophysiology ที่แตกต่างกัน แต่ด้วยอาการที่คล้ายคลึงกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่บ่อยครั้งจะทำให้เกิดความสับสนในการวินิจฉัยแยกแยะ แต่หากพิจารณาถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการแสดงออกของสัตว์ป่วย จะพบความแตกต่างของทั้ง 2 ภาวะ ซึ่งจะช่วยเราในการแยกแยะได้ดีขึ้น โดยสามารถแยกเป็นหัวข้อได้ดังนี้
ช่วงเวลาที่เกิดอาการ: สำหรับ syncope สัตว์ป่วยมักจะมี episode หลังจากที่มีอาการตื่นเต้นรุนแรง ออกกำลังกายหนักติดต่อกัน หรืออยู่ในภาวะที่มีความเครียดเป็นระยะเวลานาน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายต้องการ oxygen ที่มากขึ้น และหัวใจทำงานหนักจนเกิดการขาดเลือดชั่วคราว ในขณะที่ seizure โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน epileptic seizure มักพบว่าสัตว์ป่วยเกิด episode ในช่วงนอนหลับ หรืออยู่เฉย ๆ โดยที่ไม่มีสิ่งกระตุ้นชัดเจน เนื่องจากความผิดปกติเกิดจาก imbalance neurotransmitter ซึ่งเป็น intrinsic event ของ cerebral cortex เอง
อาการก่อนเกิด episode: สำหรับ syncope โดยส่วนมากมักไม่พบอาการโน้มนำ เนื่องจากเป็น acute event ที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน แต่อาจพบอาการ nystagmus, ataxia หรือ urination ได้จากความผิดปกติของ autonomic system แต่มักพบเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ไม่กี่วินาทีก่อนเกิด episode ในขณะที่ seizure มักมี preictal sign เช่น disorientation, vocalization, hypersalivation หรือ urination ได้บ่อยครั้ง และมักมีอาการแสดงออกได้ตั้งแต่หลักนาทีจนถึงหลายชั่วโมงก่อนจะเกิด episode
อาการขณะเกิด episode: สำหรับ syncope สัตว์ป่วยมักแสดงอาการอ่อนแรงเฉียบพลัน โดยอาจทรุดลงไปนั่ง หรือนอนตะแคง อาจดูเหมือนมีสติแต่มีอาการมึนงง อาจพบ cyanotic tongue หรือ pale mucous membrane เนื่องจากอยู่ในสภาวะ poor perfusion ในบางรายอาจมีอาการเหยียดเกร็งขณะเกิด episode แต่พบได้น้อย และสัตว์ป่วยมักจะมี episode เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วินาที ในส่วนของ seizure โดยมากสัตว์ป่วยจะมีอาการเหยียดเกร็งและกระตุกโดยสามารถแบ่งเป็น tonic และ clonic phase ขณะที่มี episode มักพบ unconscious และมี autonomic involvement ร่วมด้วย เช่น hypersalivation, urination หรือ defecation และสำหรับ seizure สัตว์ป่วยสามารถมี episode ได้ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีจนถึงหลายนาทีติดต่อกัน
อาการหลังหมด episode: สำหรับ syncope สัตว์ป่วยมักกลับสู่ภาวะปกติแทบจะทันทีหลังหมด episode แต่อาจพบอาการหอบหรือดูเหนื่อยได้บ้างในช่วงแรก ในขณะที่ seizure มักมี postictal sign โดยอาจกินเวลาเป็นหลักนาทีหรือหลายชั่วโมงหลังหมด episode โดยสัตว์ป่วยมักจะยังแสดงอาการมึนงง เดินเซ hypersalivation หรือในบางกรณี เช่น status epilepticus สัตว์ป่วยอาจยังคงมีอาการต่อเนื่อง และมี episode ซ้ำอีกโดยที่ไม่มี normal interictal period เลยได้เช่นกัน
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2339
บทความโดย : น.สพ. ปราชญ์ หมายหาทรัพย์
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

13/02/2025

โรคหัวใจเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทั้งในสุนัขและแมว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure: CHF) ได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม อาการทางคลินิกของ CHF มักมีความคล้ายคลึงกับสาเหตุอื่น ๆ ของภาวะระบบหายใจล้มเหลว ดังนั้นการแยกสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับหัวใจออกจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจจึงมีสำคัญในการวินิจฉัยและการรักษา บทความนี้จึงขอนำเสนอเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการจัดการภาวะ CHF ในสุนัขและแมวให้คุณหมอทุกท่านได้ทราบกัน
CHF คือ ภาวะที่หัวใจทำงานประสิทธิภาพลดลง ซึ่งทำให้ cardiac output (CO) น้อยจนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยสาเหตุที่เหนี่ยวนำให้เกิด CHF มี 2 สาเหตุ ดังนี้
1. Forward failure เช่น ภาวะที่ปริมาณเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกไปไม่เพียงพอ
2. Backward failure เช่น ความดันในหัวใจห้องบนที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่การคั่งของเลือดในหลอดเลือดดำ และทำให้เกิดภาวะ CHF ตามมา
พยาธิสรีรวิทยาที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะ CHF ความดันในหัวใจห้องบน (atrial pressure) อาจเพิ่มขึ้นจากหลายสาเหตุ ได้แก่ (ดังแสดงในตารางที่ 1 - ดูตารางได้ที่บทความบนเว็บไซต์)
เมื่อความดันในหัวใจห้องบนเพิ่มขึ้น หัวใจห้องบนจะขยายตัวเพื่อพยายามชดเชยแรงดันที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อกลไกชดเชยนี้เกินขีดจำกัดจะทำให้แรงดันในระบบหลอดเลือดดำเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของ pulmonary และ/หรือ systemic venous pressures แล้วทำให้ hydrostatic pressure ของเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้นจนเกิดภาวะการคั่งของของเหลวรั่วเข้าสู่เนื้อเยื่อปอดหรือ body cavity, pulmonary edema, ascites หรือ peripheral edema
Acute Heart Failure
สุนัขและแมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute heart failure) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกคือสุนัขหรือแมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวไม่รุนแรงมาก ได้รับการวินิจฉัยในระยะก่อนแสดงอาการ (preclinical phase) และเจ้าของได้รับคำแนะนำให้เฝ้าติดตามสังเกตอาการทางคลินิก และติดตามอัตราการหายใจขณะหลับ (sleeping respiratory rate: SRR) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจพบภาวะ CHF ตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงใช้ติดตามอาการหลังได้รับการรักษาด้วยยา
การทำ SRR สัตวแพทย์สามารถแนะนำให้เจ้าของติดตามอัตราการหายใจของสัตว์เลี้ยงในช่วงที่หลับสนิทและสงบ สังเกตการขึ้นลงของผนังช่องอก-ท้องบริเวณกลางลำตัว ระหว่างซี่โครงและช่องท้อง จับเวลา 1 นาที โดยปกติจะมีอัตราการหายใจต่ำกว่า 30 ครั้งต่อนาที หากเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันและคงที่เกิน 40 ครั้งต่อนาที หรือหากสังเกตเห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราการหายใจอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน แนะนำให้พบสัตวแพทย์
กลุ่มที่สอง คือ สุนัขและแมวที่มีภาวะ acute heart failure มักมีอาการ tachypnea และ dyspnea สัตว์ป่วยที่มีภาวะ CHF ระดับไม่รุนแรงอาจไม่แสดงอาการ dyspnea อย่างชัดเจน แต่จะมีระดับ SRR สูงขึ้น รูปแบบการแสดงอาการของสัตว์ป่วยที่มีภาวะ acute heart failure อาจแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และชนิดของสัตว์ โดยแมวมีแนวโน้มที่จะปกปิดอาการมากกว่าสุนัข ทำให้มีภาวะ dyspnea ไม่ชัดเจน และเจ้าของอาจสังเกตเห็นอาการความผิดปกติได้ยาก ส่วนสุนัขพันธุ์ใหญ่ (โดยเฉพาะ Dobermann Pinschers) มักแสดงอาการ dyspnea อย่างไม่เด่นชัดเมื่อเทียบกับพันธุ์เล็ก ดังนั้นอาจมีการประเมินความรุนแรงของ CHF ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ถ้าในแมวหากพบอาการหายใจทางปาก (open-mouth breathing) มักเป็นสัญญาณของระดับอาการที่รุนแรง นอกจากอาการทางระบบทางเดินหายใจแล้วยังมีอาการอื่นที่พบได้ เช่น
- อาการที่ไม่จำเพาะ ได้แก่ lethargy, restlessness, exercise intolerance, inappetence, weight loss, weakness, collapse และ cyanosis
- อาการไอ สุนัขที่เป็นโรคหัวใจมักมีอาการไอ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะหัวใจโต (left atrium enlarged) ที่กดทับหลอดลมใหญ่ (mainstem bronchi compression) หรือโรคระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย ทั้งนี้อาการไอจาก pulmonary edema ในสุนัขพบได้น้อย หากมีอาการไอโดยไม่มี tachypnea หรือ dyspnea ไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ยืนยันว่าเกิด CHF ได้ ยกเว้นว่ามีหลักฐานจากภาพรังสีวินิจฉัยว่าพบ pulmonary edema ส่วนในแมวอาการไอไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับ CHF
- อาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลวแบบ forward failure ได้แก่ syncope, pallor, hypothermia, cold extremities, exercise intolerance, hypotension
การแยกภาวะหายใจลำบากจากสาเหตุทางหัวใจและไม่ใช่หัวใจ (Differentiation of cardiac from non-cardiac causes of respiratory distress)
อาการที่พบจากการตรวจร่างกายซึ่งมีแนวโน้มสัมพันธ์กับภาวะ CHF ได้แก่ tachycardia, heart murmur, gallop sounds (โดยเฉพาะในแมว), arrhythmias, pulse deficits, เสียงหัวใจ และ/หรือ เสียงปอดเบาลง (muffled heart and/or lung sounds), jugular vein pulsation และ hepatojugular reflux (มักพบในราย right-sided CHF), ส่วนในแมวที่เป็น CHF อาจแสดงอาการอุณหภูมิร่างกายต่ำ, การได้ยินเสียง crackles lung sound อาจไม่ได้จำเพาะกับภาวะ pulmonary edema เสมอไป, การได้ยินเสียง wheezing lung sound ในแมวมีแนวโน้มสัมพันธ์กับโรคระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เช่น feline asthma
การวินิจฉัยภาวะ CHF
1. การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย: ในกรณีที่สัตว์ป่วยมีอาการ severe dyspnea ต้องให้สัตว์อยู่ในภาวะสงบ ให้ oxygen เสริม ไม่เหมาะกับการจับบังคับในท่า lateral recumbency เพื่อทำรังสีวินิจฉัยช่องอก แนะนำให้ทำ Point-of-Care Ultrasound (POCUS) เพื่อประเมินภาวะ pulmonary edema ระหว่างทำให้สัตว์ได้รับ oxygen และอยู่ในท่า sternal recumbency การทำ POCUS ไม่จำเป็นต้องใช้สัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ และใช้ระยะเวลาสั้น ๆ โดยสามารถประเมินขนาดของหัวใจห้องบนเบื้องต้นได้ ซึ่งการที่ไม่พบภาวะ atrial enlargement โอกาสที่จะเป็น CHF จะมีน้อยมาก และสามารถประเมินภาวะ respiratory distress ได้ การพบ B-lines (หรือ comet tail artefacts หรือ lung rockets) เป็นสัญญาณที่พบของเหลวในเนื้อปอดหรือถุงลม (interstitial และ/หรือ alveolar lung fluid) การทำ POCUS ร่วมกับ echocardiography จะช่วยแยกสาเหตุของภาวะ dyspnea ระหว่างจากหัวใจและไม่ใช่จากหัวใจได้แม่นยำมากขึ้น ดังตารางสรุปที่ 2
2. Cardiac Biomarkers: การวัดระดับ N-terminal pro-B-type natriuretic peptide (NT-proBNP) คือสารบ่งชี้ทางชีวภาพที่หลั่งออกมาเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจถูกยืดอันเป็นผลมาจากการเพิ่มของแรงดันต่อผนังหัวใจห้องล่าง และการตรวจ cardiac troponin I (cTnI) ในกระแสเลือดมีประโยชน์ในการแยกสาเหตุของภาวะหายใจลำบากที่เกี่ยวข้องกับหัวใจกับสาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจในสุนัขและแมว ปัจจุบันมีชุดตรวจ NT-proBNP แบบเร่งด่วนในสุนัข แต่ยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้อย่างชัดเจน (Harr et al., 2022) ดังนั้นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ในทางปฏิบัติต่อไป ส่วนในแมวที่มี pleural effusion สามารถตรวจ NT-proBNP ได้จากของเหลวที่ได้จากการทำ therapeutic thoracocentesis ถึงแม้ว่าความแม่นยำจะต่ำกว่าการตรวจจากพลาสมา แต่มีประโยชน์ในกรณีที่ไม่สามารถเก็บตัวอย่างเลือดจากแมวที่มีภาวะ severe dyspnea ได้ (Hezzell et al., 2016)
แต่ถ้าผลการตรวจออกมา "ผิดปกติ" มีแนวโน้มจะเป็นโรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าสาเหตุของอาการทั้งหมดมาจากหัวใจเพียงอย่างเดียว เช่น แมวที่เป็น asthma อาจมีโรค hypertrophic cardiomyopathy (HCM) ร่วมด้วย หากผลการตรวจออกมา "ปกติ" แสดงว่าอาการทางเดินหายใจที่ผิดปกติหรือภาวะน้ำที่คั่งนั้นไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากหัวใจ ส่วนการตรวจ cTnI สามารถใช้ได้ทั้งในสุนัขและแมว ค่าที่วัดได้มีค่า cut-off values แตกต่างกันตามการศึกษา จึงมีความจำเพาะตามแต่ละบริษัท แต่ทั้งนี้การตรวจ cTnI มีความแม่นยำต่ำกว่าการตรวจ NT-proBNP
3. Thoracic radiography: เป็น gold standard สำหรับยืนยันภาวะ CHF สามารถประเมินลักษณะหัวใจ, ปอด (รวมถึงรูปการเปลี่ยนแปลงของสภาพปอด), ทางเดินหายใจ และ pulmonary vasculature ได้พร้อมกัน ภาพถ่ายรังสีที่แสดงถึงภาวะหัวใจด้านซ้ายล้มเหลว ได้แก่ lung infiltration โดยเฉพาะที่ perihilar area หรือ caudodorsal lung lobe หัวใจใหญ่ vertebral heart score (VHS) > 10.5 (ให้เทียบตามแต่ละสายพันธุ์) หัวใจห้องบนซ้ายใหญ่ vertebral left atrial score >3 และอาจพบการขยายใหญ่ของ pulmonary vein
ในบางกรณีการถ่ายภาพรังสีช่องอกอาจไม่จำเป็น ถ้าสามารถวินิจฉัยภาวะ CHF ได้จากการ PE และทำ POCUS แต่อาจใช้ยืนยันการวินิจฉัยหรือใช้ติดตามการตอบสนองการรักษา การเปลี่ยนแปลงของภาพรังสีมักล่าช้ากว่าการฟื้นตัวของอาการทางคลินิก ถ้าสัตว์ป่วยมีภาวะ severe dyspnea แต่ตอบสนองต่อการรักษา อาจรอให้อาการคงที่ค่อยทำการถ่ายภาพรังสีช่องอกหลังจากเริ่มการรักษาไปแล้ว 12-24 ชั่วโมงก็ได้
4. Blood pressure measurement: สัตว์ป่วยที่มีภาวะ CHF จาก forward failure อาจมีภาวะ hypotension ได้ ซึ่งอาจต้องได้รับยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ (inotropic support) ส่วนในรายภาวะ systemic hypertension อาจเพิ่ม afterload ทำให้ left ventricle ทำงานได้แย่ลงและทำให้อาการของโรคหัวใจรุนแรงขึ้น สำหรับแนวทางการจัดการหากค่าความดันโลหิตไม่สูงมาก ควรควบคุมภาวะ CHF ก่อนแล้วจึงทำการประเมินความดันโลหิตซ้ำ แต่หากพบว่าความดันโลหิตยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ควรให้การรักษาร่วมกับการดูแล CHF ในระยะยาว
5. Electrocardiography (ECG): หากพบภาวะ arrhythmia หรือ pulse deficits ระหว่างการตรวจร่างกายควรทำ ECG ร่วมด้วย โดยสามารถทำในท่า sternal recumbency ได้ถ้าสัตว์แสดงอาการ severe dyspnea
6. Echocardiography: เป็นวิธีการวินิจฉัยเพื่อยืนยันชนิดโรคหัวใจ และเพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ภาวะ pulmonary hypertension อย่างไรก็ตามอาจไม่จำเป็นต้องทำในช่วงที่สุนัขอยู่ในภาวะวิกฤติ ควรทำการรักษาให้สุนัขอยู่ในภาวะคงที่ก่อน จึงค่อยส่งตัวเพื่อการวินิจฉัยชนิดโรคหัวใจ และการวางแผนการรักษาในระยะยาวต่อไปในภายหลัง
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง การจัดการ Acute CHF ในสุนัข ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2341
บทความโดย : น.สพ.สุนิพัจ พร้อมมูล - โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก ศูนย์เมืองเอก
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

ที่อยู่

346 ถนนลาดปลาเค้า แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว
Bangkok
10220

เบอร์โทรศัพท์

0874014544

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ธนิภัทร สัตวแพทย์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท