โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

VPN Magazine นิตยสารรายเดือน และ E-magazine สำหรับสัตวแพทย์
สมัครสมาชิกที่ www.readvpn.com
Line :

VPN (Veterinary Practitioners NEWS)
นิตยสารรายเดือนสำหรับสัตวแพทย์

ออกทุกวันที่ 15 ของเดือน

สามารถติดต่อสั่งซื้อ/สมัครสมาชิกใหม่/ต่ออายุสมาชิก
ได้ผ่านทาง LINE@
แค่คลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40vpnmagazine
หรือ Line ID : (มี@ด้วย)

มาต่อกันกับ part 2 ของโรคภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับหูอีกโรคหนึ่งกันครับ คือโรค auricular chondritis หรือที่บางครั้งเรีย...
30/10/2026

มาต่อกันกับ part 2 ของโรคภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับหูอีกโรคหนึ่งกันครับ คือโรค auricular chondritis หรือที่บางครั้งเรียกว่า relapsing polychondritis (RPC) โดยโรค auricular chondritis เป็นโรคที่พบได้น้อยในแมว มีลักษณะสำคัญคือเกิดการอักเสบและทำลายกระดูกอ่อนเฉพาะที่บริเวณใบหู (auricular cartilage) และในบางกรณีอาจลุกลามไปยังกระดูกอ่อนในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายแต่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายที่กระดูกอ่อนผิวข้อและบริเวณข้อต่อ
แม้ว่าจะมีการใช้คำว่า relapsing polychondritis ซึ่งมาจากโรคในคนที่มีลักษณะการกลับมาเป็นซ้ำ ๆ แต่ในแมวนั้นดูจะไม่ตรงนัก เพราะในแมว โรค auricular chondritis ส่วนใหญ่จะเกิดแค่ที่กระดูกอ่อนของใบหู แม้ว่าบางครั้งจะพบการอักเสบที่กระดูกอ่อนอื่น (เช่น จมูก หรือหลอดลม) ร่วมด้วย แต่อาการเหล่านั้นมักไม่กลับมาเป็นซ้ำ (ไม่ relapsing) แบบในคนที่เป็น relapsing polychondritis ครับ ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะเรียกโรคนี้ในแมวว่า relapsing polychondritis เพราะโดยธรรมชาติของโรคในแมว ไม่ได้มีลักษณะกำเริบบ่อย ๆ หลายตำแหน่งเหมือนในคน
ลักษณะอาการที่สำคัญของโรคนี้คือจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใบหู โดยทั่วไปมักพบที่ใบหูทั้งสองข้างพร้อมกัน ได้แก่อาการดังต่อไปนี้
• ใบหูบวม หนา มีรูปร่างผิดปกติ
• เกิดการอักเสบบวมแดงร้อน และสร้างความเจ็บปวด
• เมื่อเป็นเรื้อรัง ใบหูอาจเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำและอาจงอพับผิดรูปได้
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค RPC มีสาเหตุจากกระบวนการภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ซึ่งมุ่งเป้าโจมตีคอลลาเจนชนิดที่ 2 (type II collagen) ที่พบเฉพาะในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน การศึกษาพบว่าปัจจัยกระตุ้นที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคนี้ ได้แก่ การติดเชื้อในหูเรื้อรัง (chronic otitis), การบาดเจ็บหรือการทำลายกระดูกอ่อนจากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันผิดปกติขึ้น
ลักษณะทางระบาดวิทยาของโรคนี้พบได้โดยไม่จำเพาะเจาะจงกับช่วงอายุ มีรายงานว่าพบตั้งแต่ 1.5 - 14.5 ปี แต่ส่วนใหญ่พบในแมวอายุน้อยถึงวัยกลาง โดยอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 ปี จากการศึกษาที่ผ่านมา ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเพศหรือสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งว่ามีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าครับ
การวินิจฉัยโรค auricular chondritis ในแมวต้องอาศัยการแยกโรคอย่างระมัดระวังจากภาวะอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกัน ได้แก่ aural hematoma (ห้อเลือดในใบหู) ชนิดที่มีพังผืดร่วมด้วย, otoacariasis (ไรในหู) ที่ทำให้เกิดพังผืดและแผลเป็นที่ใบหู, actinic keratosis (รอยโรคจากแสงแดด) ที่ทำให้ใบหูผิดรูปและเกิดแผลเป็น, frostbite (อาการจากความหนาวจัด), โรค Immune-mediated vasculitis และ hyperadrenocorticism ที่อาจทำให้ใบหูบิดงอ โดยการวินิจฉัยโรคนี้มักจะอาศัยการตรวจดูอาการทางคลินิกเป็นหลัก หากจำเป็นต้องการการยืนยันทางพยาธิวิทยา อาจต้องตัดชิ้นเนื้อแบบเต็มชั้น (full-thickness biopsy) จากใบหูที่รวมกระดูกอ่อนเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
การตรวจทางพยาธิวิทยาจะพบการเปลี่ยนแปลงหลายประการ ได้แก่ การอักเสบ การเสื่อมสภาพและตายของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน การสูญเสียการย้อมติดของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน (basophilic staining) มีของเหลวคั่งในเยื่อหุ้มกระดูกอ่อน (perichondrial edema) และพบการเพิ่มจำนวนของเซลล์ fibrocytes และเซลล์บุหลอดเลือด (capillary endothelial cell)
การอักเสบที่พบส่วนใหญ่เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว lymphocytes ร่วมกับเซลล์ขนาดใหญ่หลายนิวเคลียส (multinucleated giant cells) ในปริมาณเล็กน้อย ในบางระยะของโรคอาจพบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด neutrophils แทรกอยู่ในหรือรอบกระดูกอ่อนของใบหู นอกจากนี้ในชั้นผิวหนังบางจุดเราอาจพบการรวมกลุ่มกันของ lymphocytes, plasma cell และ mast cell ได้เช่นเดียวกันครับ
เนื่องจากเป็นโรคที่คล้ายกับในคนจึงมีเกณฑ์การวินิจฉัยและการเปรียบเทียบกันครับ ในคนมีเกณฑ์การวินิจฉัย relapsing polychondritis สองแบบ ได้แก่ เกณฑ์แรกคือต้องมีการอักเสบในอย่างน้อยสองในสามบริเวณ ได้แก่ ใบหู จมูก หรือกล่องเสียง/หลอดลม และเกณฑ์ที่สองคือต้องมีการอักเสบในกระดูกอ่อนอย่างน้อยหนึ่งแห่ง และมีอาการอื่นร่วมอีกอย่างน้อยสองข้อ เช่น ตาอักเสบ เวียนศีรษะ ข้ออักเสบแบบไม่พบแอนติบอดี หรือสูญเสียการได้ยิน
แต่สำหรับแมวหากจะวินิจฉัยว่าเป็น feline relapsing polychondritis ควรพบการอักเสบที่กระทบอวัยวะอื่นอย่างน้อย 2 แห่งตามเกณฑ์ของมนุษย์ หรือพบการอักเสบของกระดูกอ่อนในตำแหน่งที่แตกต่างกันอย่างน้อย 2 แห่ง โดยต้องมีผลยืนยันทางพยาธิวิทยา ซึ่งการวินิจฉัยนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางคลินิกและการตรวจทางพยาธิวิทยาอย่างละเอียดเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องครับ ดังนั้นจึงมีตัวอย่างเคสที่รายงานว่าเป็น RPC เพื่อให้พิจารณาเป็นตัวอย่างในการวินิจฉัยครับ
นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่องกรณีศึกษาจริงต่อได้ที่ :
[ลิ้งค์อยู่ที่คอมเมนต์]
บทความโดย : น.สพ.พิพัฒ ก่อสินวัฒนา
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานสัมมนาว...
30/10/2026

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ "9 Years of Gold-Standard Clinical Confidence: ไว้ใจ 9 ปี ไปต่อด้วยกัน" Roadshow in Ratchaburi ณ Navela Hotel & Convention จังหวัดราชบุรี สำหรับสัตวแพทย์ในภาคตะวันตก งานจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงค่ำ ครอบคลุมทั้งเนื้อหาด้านคลินิกที่สัตวแพทย์พบในการปฏิบัติงานประจำวัน และมุมมองด้านธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
✅ การบรรยายช่วงแรก อ.น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ บรรยายในหัวข้อ "Dermatology Masterclass: ครบจบทุกผิวหนังเรื่องปรสิต" โดยอธิบายว่าอาการคันในสุนัขเกิดได้จากหลายสาเหตุ สัตวแพทย์ควรประเมินระดับความคันด้วย Pruritus Visual Analog Scale (PVAS) และแยกออกจากพฤติกรรมที่อาจดูคล้ายกัน เช่น การกลิ้งตัวบนพื้นหลังอาบน้ำ จากนั้นให้ตัดสาเหตุจากปรสิตเป็นอันดับแรก เนื่องจากปรสิตมักทำให้เกิดอาการคันมากและพบได้บ่อยในสุนัข แล้วจึงตัดการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ก่อนพิจารณาโรคภูมิแพ้ผิวหนังและการทดสอบด้วยอาหาร (food trial) สุนัขที่เลี้ยงนอกบ้าน อยู่ร่วมกับสัตว์หลายตัว หรือออกไปนอกบ้านบ่อย มีโอกาสสัมผัสปรสิตมากขึ้น การบรรยายครอบคลุมปรสิตภายนอกหลากหลายชนิด เช่น เห็บ หมัด ไรขี้เรื้อนแห้ง ไรขี้เรื้อนเปียก ไรหู และเหา โดยอาจารย์แนะนำการรักษาด้วยยากลุ่ม isoxazolines เช่น afoxolaner และ esafoxolaner
✅ ช่วงถัดมา รศ.สพ.ญ.ดร.ทัศนีย์ เจริญทรง บรรยายในหัวข้อ "Comprehensive Feline Life Care" โดยให้ความสำคัญกับการจับบังคับแมวอย่างเป็นมิตร (feline-friendly handling) และการประเมินความเสี่ยงตามรูปแบบการเลี้ยง เช่น การเลี้ยงในบ้านหรือนอกบ้าน และการสัมผัสกับแมวตัวอื่น อาจารย์อ้างอิง Feline Life Stage Guidelines ซึ่งแบ่งแมวเป็น 4 ช่วงวัย แต่ละช่วงมีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญต่างกัน ดังนี้
- Kitten (แรกเกิดถึง 1 ปี) ควรตรวจหาความผิดปกติแต่กำเนิดและโรคติดเชื้อ เริ่มถ่ายพยาธิได้ตั้งแต่อายุ 3 สัปดาห์ และควรตรวจหาเชื้อ retrovirus ก่อนฉีดวัคซีน FeLV
- Young adult (1-6 ปี) ควรตรวจสุขภาพช่องปาก เฝ้าระวังภาวะน้ำหนักเกิน โรคหลอดลมอักเสบในแมว และโรคกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งอาจไม่แสดงอาการ
- Mature adult (7-10 ปี) ควรเน้นการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก เช่น โรคไตเรื้อรัง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน และเบาหวาน ร่วมกับการวัดความดันโลหิต
- Senior (มากกว่า 10 ปี) ควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและการเคลื่อนไหว เฝ้าระวังภาวะสมองเสื่อมและโรคข้อเสื่อม พร้อมประเมินความเจ็บปวด และตรวจสุขภาพถี่ขึ้นในแมวที่มีโรคเรื้อรัง
📍ด้านการทำวัคซีน อาจารย์แนะนำให้แยกวันทำวัคซีนเมื่อต้องให้หลายชนิด และเฝ้าระวัง feline injection-site sarcoma (FISS) ตามหลัก 3-2-1 คือก้อนที่ยังคงอยู่หลังฉีดนาน 3 เดือน มีขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร หรือยังโตขึ้นเมื่อผ่านไป 1 เดือน
นอกจากนี้ อาจารย์ยังแนะนำเรื่องความต้องการด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมของแมว เช่น แมวแต่ละตัวควรมีชามอาหารและน้ำเป็นของตนเองในจุดที่เป็นส่วนตัว รวมถึงการอ่านสัญญาณการสื่อสารของแมว เช่น แมวที่ผ่อนคลายจะหันหูไปด้านหน้าและหนวดไม่ตึง ก่อนสรุปว่าการดูแลแมวควรปรับให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ครอบคลุมทั้งพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม การขับถ่าย โภชนาการและการควบคุมน้ำหนัก สุขภาพช่องปาก การควบคุมปรสิต การทำวัคซีน การป้องกันโรคสัตว์สู่คนเพื่อความปลอดภัยของเจ้าของ และการตรวจวินิจฉัยเพื่อค้นพบโรคตั้งแต่ระยะแรก
📍คุณนิพนธ์ แช่เจีย บรรยายในหัวข้อ "Professional Case Communication: การสื่อสารกับเคสแบบมือโปร" ว่าด้วยการสื่อสารกับเจ้าของสัตว์ในเคสรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการสื่อสารกับบุคลากรภายในองค์กรให้เข้าใจตรงกัน พร้อมยกกรณีศึกษาจากเคสจริงประกอบการบรรยาย
ช่วงค่ำ ผู้ร่วมงานร่วมรับประทานอาหารค่ำพร้อมรับฟัง Business Talk หัวข้อ "เบื้องหลัง algorithm ยุค AI ในธุรกิจสัตว์เลี้ยง" โดย คุณปุณณ์ณิชญ์ สุวัตศรีสกุล ซึ่งกล่าวถึงการประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจ และเบื้องหลังการทำ SEO โดยเปรียบเทียบผลการค้นหาโรงพยาบาลสัตว์บน Google ในอดีตกับปัจจุบัน และสิ่งที่โรงพยาบาลสัตว์ควรทำเพื่อให้ปรากฏในผลการค้นหา
📍ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานร่วมสนุกรับของที่ระลึกกลับบ้าน สำหรับสัตวแพทย์ที่ไม่ได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ สามารถติดตามสาระความรู้ทางสัตวแพทย์ได้ตลอดทั้งปีทาง LINE และเว็บไซต์ Animal Health Hub คลังสาระความรู้สำหรับสัตวแพทย์
https://animalhealthhub.in.th/homepage

มาสนุกสุดมันส์พร้อมลุ้นรับรางวัลใหญ่แบบจุก ๆ กับงาน Vet ศาสตร์ ฉลาดสุด ๆ on Tour  ที่ครั้งนี้ทีมงาน VPN ได้ยกทัพมาเยือน ...
30/10/2026

มาสนุกสุดมันส์พร้อมลุ้นรับรางวัลใหญ่แบบจุก ๆ กับงาน Vet ศาสตร์ ฉลาดสุด ๆ on Tour ที่ครั้งนี้ทีมงาน VPN ได้ยกทัพมาเยือน คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมจัดกิจกรรมชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 30,000 บาท !!!
งานครั้งนี้ VPN Magazine ได้ร่วมมือกับ สโมสรนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทางทีมงาน VPN ได้รับเกียรติจาก รศ. น.สพ. ดร.ดำริ ดาราวิโรจน์ - ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อ.ที่ปรึกษาโครงการ VET ศาสตร์ on tour เป็นผู้กล่าวเปิดงาน
โดยภายในงานได้มีการแข่งขันอย่างดุเดือดถึงสี่รอบสี่เกม ที่วัดกันทั้งความรู้ ไหวพริบ รวมไปถึงความเร็ว มีทีมที่สมัครเข้าร่วมแข่งกว่า 30 ทีม โดยทีมที่สามารถคว้าแชมป์ไปได้นั้นก็คือ “ทีมนายแน่มาก” รับเงินรางวัล 10,000 บาท กันไปเลย ส่วนอีก 3 ทีม คือ ทีมเป็ดติดบัค , ทีมชามู ออดี้ Sup และทีม Ettinger ได้รับรางวัลชมเชยทีมละ 3,000 บาท
นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ ภายในงานอีกมากมาย เช่น กิจกรรม Walk Rally และสุ่มจับรางวัลต่าง ๆ มากมาย ทั้งสิทธิ์สมาชิกนิสิตนักศึกษา VPN ฟรี 3 เดือน, จับฉลากลุ้นรับหูฟัง Sony และ พัดลม JisuLife รวมไปถึงกิจกรรมแชร์ IG story template ลุ้นรับ Starbucks card มูลค่า 300 บาท อีกด้วย
อีกทั้งยังมีกิจกรรมสนุก ๆ พร้อมแจกของรางวัลมากมายจากบูธสปอนเซอร์ที่น่ารักอย่าง Boehringer Ingelheim, MSD Animal Health, Remy, Virbac และ Zoetis เรียกได้ว่าน้อง ๆ แต่ละคนได้รับของรางวัลกลับบ้านแบบจุก ๆ กันเลยทีเดียว
สุดท้ายนี้ทางทีมงาน VPN ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานครั้งนี้ ทั้งสโมสรนิสิต คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงทีมสปอนเซอร์ใจดีทุกท่านที่ทำให้งานสนุก ๆ นี้เกิดขึ้นมาได้จนสำเร็จ กิจกรรมสนุก ๆ และน่าสนใจแบบนี้ จะมีจัดขึ้นอีกที่ไหนดี อยากให้พวกเราไป on tour ที่มหาวิทยาลัยไหนอีก ลองคอมเมนต์มาบอกกันได้เลย !!!
์onTour ์ฉลาดสุดๆ

ผ่านพ้นไปแล้วอย่างสวยงามและยิ่งใหญ่กับงานสัมมนาวิชาการประจำปีจากบริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์(ประเทศไทย) จ...
29/10/2026

ผ่านพ้นไปแล้วอย่างสวยงามและยิ่งใหญ่กับงานสัมมนาวิชาการประจำปีจากบริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์(ประเทศไทย) จำกัด ที่จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน "9 YEARS OF GOLD STANDARD CLINICAL CONFIDENCE ไว้ใจ 9 ปี ไปต่อด้วยกัน" ในวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ โรงแรม Grande Centre Point Lumphini ยกระดับประสบการณ์ Gold Standard พร้อมพบกับโซลูชั่นการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร และก้าวสู่มาตรฐานแห่งความเชื่อมั่นไปด้วยกัน
ภายในงานยังขนทัพวิทยากรชั้นนำผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ศาสตร์ด้านพฤติกรรม โรคในแมว วัคซีน โลหิตวิทยา ปรสิตในสุนัขและแมว เภสัชวิทยา โรคหัวใจ ตลอดจนโรคทางระบบประสาท มาร่วมอัปเดตความรู้ โดยไล่เรียงหัวข้อไปตามแต่ละช่วงวัยของสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา จัดเต็ม 7 หัวข้อ ในหลากหลายแง่มุม ให้คุณหมอสามารถเรียนรู้ตลอดทั้งวัน โดยเราได้เจาะลึกไฮไลท์ในแต่ละเซสชั่นของการสัมมนา สำหรับคุณหมอผู้ร่วมงานที่อยากทบทวนหรือคุณหมอที่อาจพลาดงานครั้งนี้ไปให้สามารถติดตามเนื้อหาได้ที่นี่ ดังนี้
Early Behavior Foundation: AVSAB/WSAVA Behavior Guidelines โดย อ.ดร.น.สพ.ปรารมภ์ ศรีภวัศราคม
พัฒนาการด้านพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงมีช่วงเวลาที่สำคัญที่เปรียบเสมือนช่วงเวลาทองของการเรียนรู้ (socialization period) ในสุนัขอยู่ระหว่างอายุ 3-12 สัปดาห์ ส่วนในแมวจะอยู่ในช่วงอายุ 2-7 สัปดาห์ ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นช่วงที่กลไกการตอบสนองต่อความกลัวยังทำงานได้
ไม่เต็มที่ จึงเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงเรียนรู้สิ่งใหม่ในเชิงบวก เช่น การเปิดโอกาสให้สัตว์เลี้ยงได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย และเรียนรู้การรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในทางกลับกัน หากสัตว์เลี้ยงขาดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมในช่วงวัยนี้ การเผชิญกับสิ่งใหม่ ๆ
อาจก่อให้เกิดความกลัว การตอบสนองที่ไม่เหมาะสม การขาดทักษะทางสังคม ความเครียด และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
พฤติกรรมที่เจ้าของมักเข้าใจผิดว่าน่าจะเป็นปัญหาในลูกสัตว์ เช่น การกัดแทะสิ่งของหรือการสำรวจสิ่งแวดล้อม แท้จริงแล้วมักเป็น "พฤติกรรมปกติ" ที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ สัตวแพทย์ควรสร้างความเข้าใจให้เจ้าของว่าไม่ควรดุด่าหรือลงโทษเพื่อหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ แต่ควรใช้การจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น เก็บสิ่งของที่ไม่ต้องการให้กัดแทะให้พ้นจากสัตว์เลี้ยง และจัดหาของเล่นที่เหมาะสมทดแทน สำหรับแนวทางการเลือกผู้ฝึกสัตว์เลี้ยง ควรเลือกผู้ที่ใช้หลักการฝึกแบบ positive reinforcement เป็นหลัก และหลีกเลี่ยงผู้ฝึกที่ใช้วิธีการบังคับ ข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ดึงกระชากสายจูง หรือพยายามแสดงตนเป็นจ่าฝูง เนื่องจากวิธีการเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความกลัวให้กับสัตว์เลี้ยง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาพฤติกรรมในอนาคตอีกด้วย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือความเชื่อที่ว่าต้องรอให้ได้รับวัคซีนครบชุดก่อนจึงจะสามารถพาออกนอกบ้านได้ แนวคิดดังกล่าวอาจทำให้พลาดช่วงเวลาทองของการเรียนรู้ไปอย่างน่าเสียดาย ปัจจุบัน องค์กรวิชาชีพด้านสัตวแพทย์ เช่น AVSAB, WSAVA และ AAHA มีคำแนะนำสอดคล้องกันว่า การป้องกันโรคและการส่งเสริมพัฒนาการด้านพฤติกรรมสามารถดำเนินควบคู่กันได้ โดยเปิดโอกาสให้สัตว์เลี้ยงได้เข้าสังคมอย่างปลอดภัย (safe socialization opportunities) ผ่านการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม เช่น การเลือกคลาสฝึกเข้าสังคมที่มีมาตรฐานด้านความสะอาด สัตว์เลี้ยงได้รับการถ่ายพยาธิ ปราศจากปรสิต และได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว กระบวนการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (building emotional resilience) ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อ (reducing infectious disease risk) อันเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีตลอดชีวิตของสัตว์เลี้ยง
Cat Friendly Handling & First Visit Experience: ISFM/AAFP Cat Friendly Practice Guidelines โดย รศ. สพ.ญ.ดร.ทัศนีย์ เจริญทรง และ รศ.สพ.ญ.ดร.พันพิชา สัตถาสาธุชนะ
ความเครียดจากการพาแมวมาโรงพยาบาลสัตว์ อาจมีความซับซ้อนมากกว่าความเครียดที่เกิดขึ้นในห้องตรวจ จาก “stressor stacking effect” ซึ่งหมายถึงความเครียดสะสมจากหลายเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่การถูกจับใส่ตะกร้า การเดินทางที่มีเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากรถ การเผชิญหน้ากับสัตว์หรือบุคคลที่ไม่คุ้นเคยภายในคลินิก จนกระทั่งถึงช่วงเวลาตรวจรักษา ความเครียดที่สะสมเหล่านี้อาจส่งผลให้แมวแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือเกิดการตอบสนองทางอารมณ์อย่างรุนแรงได้ ดังนั้น การลดความเครียดตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสวัสดิภาพของแมวและทำให้การเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลสัตว์เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
การจัดการความเครียดในแมว ครอบคลุม 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Pre-visit preparation, Cat friendly clinic และ Cat friendly handling
เริ่มตั้งแต่การเลือกกระเป๋าใส่แมว ซึ่งควรเป็นชนิดที่สามารถเปิดฝาด้านบนได้ มีการระบายอากาศที่ดี และมีโครงสร้างแข็งแรง ไม่แนะนำให้ใช้กระเป๋าเป้แบบใสที่ทำให้แมวมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวตลอดเวลา เนื่องจากอาจเพิ่มความรู้สึกไม่ปลอดภัย รวมถึงกระเป๋าผ้าที่มีโอกาสถูกกดทับหรือบีบอัดได้ง่าย นอกจากนี้ ควรฝึกให้แมวคุ้นเคยกับกระเป๋าโดยวางไว้ภายในบ้านเป็นประจำเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงฝึกพาแมวเดินทางด้วยรถยนต์เป็นระยะ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินกับการออกนอกบ้านและการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลสัตว์ อย่างไรก็ตาม หากการปรับสภาพแวดล้อมและการฝึกพฤติกรรมยังไม่สามารถลดความเครียดได้อย่างเพียงพอ อาจพิจารณาให้ยาเพื่อช่วยลดความวิตกกังวลระหว่างการเดินทางและการเข้ารับการตรวจรักษา
การจับบังคับแมวที่เหมาะสมควรคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์เป็นสำคัญ โดยหลีกเลี่ยงการฝืนใจหรือสร้างความเครียดให้แก่แมว ไม่ควรดึงหนังคอ เนื่องจากอาจกระตุ้นให้แมวเกิดความหวาดกลัวมากขึ้นและตอบโต้ด้วยความก้าวร้าว เช่น ข่วนหรือกัดได้ ผู้ปฏิบัติงานควรเข้าหาแมวอย่างนุ่มนวล โดยบริเวณที่แมวมักยอมรับการสัมผัส ได้แก่ บริเวณหน้าผากและสันจมูก หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณท้องและขา อย่างไรก็ตาม การตอบสนองต่อการจับบังคับอาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และความชอบของแมวแต่ละตัว การใช้ผ้าช่วยจับบังคับเป็นอีกทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถประยุกต์ใช้เทคนิค Burrito wrap หรือ Scarf wrap technique ซึ่งช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของแมวได้อย่างปลอดภัยและโดยไม่เพิ่มความเครียดให้แก่แมว สำหรับการฉีดวัคซีน ควรจับบังคับในลักษณะที่เอื้อให้สามารถฉีดวัคซีนบริเวณปลายขาหรือหางได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจัดการรักษาหากเกิดภาวะ Feline Injection-Site Sarcoma (FISS)
Vaccine Protocol -WSAVA/VPAT Vaccination Guidelines (2024 update) โดย รศ.น.สพ.ดร.ธีรวุฒิ เนตรอำพันธ์
การทำวัคซีนไม่เพียงสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์แต่ละตัว แต่ยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ที่ปกป้องประชากรสัตว์โดยรวม ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาคือภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่ (maternally derived antibody; MDA) ซึ่งทำให้ช่วงที่สัตว์เสี่ยงต่อการติดเชื้อ (window of susceptibility) แตกต่างกันในแต่ละตัว การวางโปรแกรมวัคซีนจึงควรยึด "อายุ" ของสัตว์เป็นหลัก มากกว่าจำนวนเข็มที่ได้รับ
วัคซีนหลัก (core vaccine) เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6–8 สัปดาห์ และฉีดเข็มถัดไปทุก 3–4 สัปดาห์ (ทุก 2–3 สัปดาห์ในกลุ่มเสี่ยง) โดยเข็มสุดท้ายต้องฉีดเมื่ออายุไม่น้อยกว่า 16 สัปดาห์ (20 สัปดาห์ในกลุ่มเสี่ยง) จากนั้นควรฉีดกระตุ้น (revaccination) อีกครั้งที่อายุ 26 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์สร้างภูมิคุ้มกันได้สำเร็จ จากนั้นจึงฉีดกระตุ้นซ้ำทุก 1–3 ปี ส่วนวัคซีนพิษสุนัขบ้าจะเริ่มฉีดช้ากว่า
วัคซีนหลักชนิดอื่น คือเริ่มที่อายุ 12 สัปดาห์ ฉีดเข็มถัดไปห่างกัน 2–4 สัปดาห์ ฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่อครบ 1 ปี และฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี
วัคซีนหลักอีกกลุ่ม ได้แก่ วัคซีนโรคฉี่หนู (leptospirosis) ในสุนัข และวัคซีน feline leukemia virus (FeLV) ในแมว มีโปรแกรมที่แตกต่างออกไป คือเริ่มฉีดที่อายุ 8 สัปดาห์ จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 2–4 สัปดาห์ ฉีดกระตุ้นเมื่อครบ 1 ปีหลังเข็มสุดท้าย แล้วจึงฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี แม้วัคซีนโรคฉี่หนูอาจไม่ครอบคลุม Leptospira spp. ทุก serovar ที่พบในประเทศไทย แต่ยังสามารถช่วยลดอาการและลดการแพร่เชื้อ (shedding) ซึ่งสำคัญต่อการควบคุมโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน จึงยังคงแนะนำให้ฉีดในสุนัข ส่วนวัคซีน FeLV จัดเป็นวัคซีนหลักในแมวอายุน้อยกว่า 2 ปีและแมวโตที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง การฉีดวัคซีน FeLV ควรมีการตรวจคัดกรองโรคก่อนฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนชนิด vector vaccine สามารถช่วยลดโอกาสเกิด FeLV-associated disease ได้ถึง 79% แต่ยังมีโอกาสพบ persistent antigenemia ได้แม้ได้รับวัคซีนแล้ว
โปรแกรมวัคซีนทางเลือก (non-core vaccine) คล้ายกับวัคซีนโรคฉี่หนูและ FeLV คือเริ่มฉีดที่อายุ 8–9 สัปดาห์ จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 2–4 สัปดาห์ แล้วจึงฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี ส่วนวัคซีน feline infectious peritonitis (FIP) จัดเป็นวัคซีนที่ไม่แนะนำ (not recommended vaccine) เนื่องจากประสิทธิภาพในการป้องกันค่อนข้างต่ำ (ประมาณ ไม่เกิน 75%) และใช้ได้เฉพาะในแมวที่
ผลตรวจแอนติบอดีเป็นลบ (seronegative) เท่านั้น
สัตวแพทย์สามารถตรวจระดับแอนติบอดี (antibody titer) เพื่อประเมินความจำเป็นก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผลไม่พึงประสงค์จากวัคซีน (vaccine-associated adverse events; VAEs)
ทั้งนี้ VAEs จำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
Non-immunological VAE: เช่น vaccine failure หรือการกระตุ้นภูมิคุ้มกันไม่สำเร็จ ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยด้านตัวสัตว์ การจัดการวัคซีน หรือคุณภาพของวัคซีน
Immunological VAE: เป็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติต่อวัคซีน มักเกิดจากส่วนประกอบอื่นที่ไม่ใช่แอนติเจนของวัคซีน (เช่น สารแขวนลอย สารกันเสีย สารคงตัว และ adjuvant) วัคซีนพิษสุนัขบ้ามีอัตราการเกิด VAEs สูงที่สุด ปัจจัยเสี่ยงในสุนัข ได้แก่ อายุน้อยกว่า 1 ปี สุนัขพันธุ์เล็ก (เช่น French Bulldog และ Chihuahua) และการฉีดวัคซีนหลายชนิด
พร้อมกันในการมาโรงพยาบาลครั้งเดียว อาการที่พบบ่อยในสุนัขคือหน้าบวมและผื่นแดง ส่วนในแมวมักพบอาการซึมและปฏิกิริยาเฉพาะที่ (local reaction) นอกจากนี้ควรระวัง feline injection site sarcoma (FISS) ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงจากการใช้วัคซีนที่มี adjuvant หรือการฉีดวัคซีนที่ยังเย็นจัด
ทุกครั้งที่ฉีดวัคซีน สัตวแพทย์ควรบันทึกชนิดวัคซีนและตำแหน่งที่ฉีดลงในสมุดประวัติวัคซีน
เพื่อใช้สืบหาสาเหตุหากพบความผิดปกติภายหลังการฉีด
Critical Care in Anemia & IMHA: What to Do and What to Avoid and Hidden Infections Behind Common Cases: What You Might Be Missing - New Parasiticide Publication Paper Update โดย ผศ.น.สพ. ภูดิท มณีสาย
เป็นภาวะสร้างความอันตรายต่อชีวิตที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 20–80% ความรุนแรงของโรคไม่ได้เกิดจากการสูญเสียเม็ดเลือดแดงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายกระบวนการที่เกิดต่อเนื่องกัน ได้แก่ ภาวะ tissue hypoxia การมีระดับ bilirubin ที่สูงจากการสลายของเม็ดเลือดแดง ภาวะ hemoglobinemia ซึ่งอาจส่งผลต่อไต และเม็ดเลือดแดงที่ถูกเคลือบด้วยแอนติบอดีจับกลุ่มกัน (auto-agglutination) จนเกิดเป็น emboli อุดตันหลอดเลือด และ antigen-antibody complex ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ (เช่น vasculitis) ซึ่งส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบ
การวินิจฉัยควรประเมินหลักฐาน 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่ การพบภาวะโลหิตจาง (anemia), การทำลายเม็ดเลือดแดง โดยระบบภูมิคุ้มกัน (immune-mediated destruction) และ การพบภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis)
ไม่ควรสรุปจากผลตรวจเพียงรายการเดียว เช่น พบ spherocytosis แล้วทำการวินิจฉัยว่าเป็น IMHA ทันที แต่ควรพิจารณาข้อมูลหลายส่วนประกอบกัน โดยต้องพบสัญญาณการทำลายเม็ดเลือดแดงโดยระบบภูมิคุ้มกัน (immune-mediated destruction) อย่างน้อย 2 อย่าง ได้แก่ การพบ spherocytosis (พบเฉพาะในสุนัข)
ผลการทดสอบ saline agglutination test (SAT) เป็นบวก และผลการทดสอบ direct antiglobulin test (DAT หรือ Coombs’ test) เป็นบวก รวมถึงพบหลักฐานของ hemolysis เช่น hyperbilirubinemia, hemoglobinemia, hemoglobinuria หรือการพบ ghost red blood cell เพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำยิ่งขึ้น
หากสงสัย IMHA สัตวแพทย์จำเป็นต้องมีการตรวจนับเกล็ดเลือดควบคู่ทุกครั้ง
เพื่อเฝ้าระวัง Evans syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำลายทั้งเม็ดเลือดแดง
และเกล็ดเลือด โดยมักพบปริมาณเกล็ดเลือดต่ำกว่า 30,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร (cells/µL)
นอกจากนี้ควรระวัง ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด (thromboembolic disease)
ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักในสัตว์ป่วย IMHA สูงถึง 30–80%
การประเมินความรุนแรงเพื่อพยากรณ์โรค IMHA ในสุนัข สามารถใช้ canine hemolytic anemia objective score (CHAOS) หรือ American Society of Anesthesiologists (ASA) classification
สำหรับการจัดการในภาวะวิกฤต ควรแนะนำให้เจ้าของนำสัตว์พักรักษาในโรงพยาบาลอย่างน้อย 3–5 วันเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด สัตวแพทย์ควรประเมินภาวะออกซิเจน ความต้องการสารน้ำและผลิตภัณฑ์เลือด แล้วให้การเสริมอย่างเหมาะสม ร่วมกับการใช้ยา โดยยาหลักคือยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressant) เช่น glucocorticoid หรือพิจารณาใช้ยาทางเลือกลำดับที่สอง (second-line drugs) เช่น cyclosporine, mycophenolate mofetil, azathioprine, leflunomide หรือ immunoglobulin เข้าทางหลอดเลือดดำ เมื่อมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิตหรือสัตว์มีการตอบสนองต่อยากดภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี แนะนำให้เริ่มให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด (thromboprophylaxis)
ในสุนัขที่เป็น IMHA ทุกตัว (ยกเว้นรายที่มีปริมาณเกล็ดเลือดน้อยกว่า 30,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร (cells/µL)) ควบคู่กับการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การจัดการโภชนาการ ยาต้านอาเจียนและยาป้องกันกระเพาะ ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะแบบมุ่งเป้า (targeted antimicrobials)
หลังการรักษา ควรตรวจเลือดซ้ำเป็นระยะ (serial blood tests) เช่น PCV/Hct, SAT และ blood smear รวมถึง serum biochemistry และการเพาะเชื้อจากปัสสาวะ (urine culture) ทุก 3 เดือนระหว่างได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อตรวจหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ไม่แสดงอาการ ตลอดจนตรวจหาภาวะอื่นร่วมด้วยเสมอ แล้วจึงปรับแผนการรักษาตามผลการตรวจที่พบ สัญญาณที่บ่งชี้ว่าการพยากรณ์โรคไม่ดี ได้แก่ severe thrombocytopenia, bilirubin สูงกว่า 5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) , hypoalbuminemia, ALT สูง, PCV ต่ำ และการไม่มี regenerative response ที่เหมาะสม
ผู้บรรยายได้เน้นย้ำสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการจัดการ IMHA ได้แก่ การลดขนาดยาเร็วเกินไป การละเลยการป้องกันลิ่มเลือด การไม่ให้ยาป้องกันกระเพาะ และ การมองข้ามสาเหตุต้นตอ เช่น การติดเชื้อ ยา และมะเร็งบางชนิด การให้วัคซีนในระหว่างช่วงที่กำลังรักษา (ยกเว้นในแมว สามารถทำวัคซีน FeLV หลังจากการรักษา) การใช้ยาบางกลุ่มที่กระตุ้นให้เกิด IMHA และความเครียดหรือ
การออกกำลังกายหนัก นอกจากนี้ควรระวังการติดเชื้อแม้ตรวจไม่พบ
และควรมีการป้องกันปรสิตอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเชื้อที่เหนี่ยวนำให้เกิด IMHA มักมีปรสิตเป็นพาหะ อีกทั้งปรสิตยังเป็นประเด็นด้าน One Health ที่อาจส่งผลถึงมนุษย์อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันยากำจัดปรสิตที่ได้รับความนิยม คือยากลุ่ม isoxazolines เป็นยากำจัดปรสิตภายนอกที่มีใช้ในสุนัขและแมว ปัจจุบันมีทั้งรูปแบบยาเดี่ยวและแบบผสมร่วมกับยากลุ่มอื่น ซึ่งช่วยให้ครอบคลุมปรสิตได้หลายชนิดมากขึ้น
Safe Drug Use in Critical Patients: What to Use and What to Avoid โดย ผศ.สพ.ญ.ดร.นิภัทรา สวนไพรินทร์
การใช้ยาในสัตว์ป่วยภาวะวิกฤตจำเป็นต้องตระหนักว่าสรีรวิทยาทางร่างกายมีความแตกต่างไปจากสัตว์ปกติอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetics; PK) ของยาเปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านการดูดซึม (absorption) การกระจายตัว(distribution) การเมตาบอลิซึม (metabolism) และการกำจัดยา (elimination) ดังนั้นการพิจารณาเลือกชนิดยา ขนาดยาวิธีการให้ยา และการติดตามผลการรักษา จึงต้องอาศัยการประเมินสภาวะของสัตว์ป่วยแต่ละรายอย่างรอบคอบ
ในสัตว์ป่วยโรคไต ภาวะ uremia อาจส่งผลให้การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารลดลงหรือเกิดภาวะ ileusส่งผลรบกวนต่อการดูดซึมยา นอกจากนี้ ภาวะ uremia ยังส่งผลต่อการจับตัวของยากับโปรตีนในพลาสมาโดยเฉพาะอัลบูมิน ทำให้สัดส่วนของ free drug ในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาได้ โดยเฉพาะยาที่มีการจับกับโปรตีนสูงหรือยาที่ถูกกำจัดออกทางไตเป็นหลัก
สำหรับสัตว์ป่วยโรคตับ การเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์มีความซับซ้อน เนื่องจากตับมีบทบาทสำคัญทั้งในการสร้างโปรตีนในพลาสมา การเมตาบอลิซึมของยา และการกำจัดยา หากตับมีความผิดปกติอาจส่งผลให้ระดับยาในกระแสเลือดสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
สัตว์ป่วยที่มีระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ผิดปกติ โดยเฉพาะภาวะที่มีการไหลเวียนเลือดลดลง อาจส่งผลต่อการนำส่งยาไปยังอวัยวะเป้าหมาย รวมถึงการไหลเวียนเลือดผ่านตับและไตลดลง ส่งผลให้การเมตาบอลิซึมและการกำจัดยาลดลง จึงทำให้การคาดการณ์ระดับยาทางคลินิกทำได้ยากขึ้น และจำเป็นต้องมีการประเมินสัตว์ป่วยอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุป การใช้ยาในสัตว์ป่วยภาวะวิกฤตไม่สามารถอาศัยหลักการเช่นเดียวกับสัตว์ปกติได้เสมอไป การประเมินการทำงานของอวัยวะ การติดตามการตอบสนองต่อการรักษา และการปรับแผนการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษาในสัตว์ป่วยกลุ่มนี้
Cardio-Renal-Metabolic Syndrome: From Human to Veterinary Medicine โดย รศ. สพ.ญ. ดร.สิริลักษณ์ สุรเชษฐพงษ์
ปัจจุบันแนวคิด Cardio-Renal-Metabolic Syndrome (CRMS) ได้รับความสนใจอย่างมากในทางการแพทย์ โดยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างโรคหัวใจ โรคไต และความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งล้วนมีพยาธิกำเนิดที่สัมพันธ์กันและส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ในเวชศาสตร์สัตว์ แนวคิดดังกล่าวช่วยให้สัตวแพทย์มองโรคเหล่านี้อย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น เนื่องจากความผิดปกติของระบบหนึ่งสามารถเร่งให้เกิดความเสื่อมของอีกระบบหนึ่งได้ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การกระตุ้นระบบ Renin-Angiotensin-Aldosterone System (RAAS) การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด และภาวะอักเสบเรื้อรังในสัตว์ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมกับโรคไตเรื้อรัง การรักษาจำเป็นต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่าง
การควบคุมภาวะคั่งน้ำและการคงไว้ซึ่งการไหลเวียนเลือดไปยังไตอย่างเหมาะสม การใช้ยาขับปัสสาวะจึงควรอยู่ในขนาดต่ำที่สุดที่สามารถควบคุมอาการได้ และควรมีการติดตามสถานะสมดุลของเหลวของร่างกายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะ euvolemia และ euhydration ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลลัพธ์ของการรักษาในระยะยาว
นอกจากนี้ ภาวะความดันโลหิตสูงในสัตว์เลี้ยงมักเป็นผลสืบเนื่องจากโรคระบบอื่นมากกว่าเป็นโรคปฐมภูมิ โดยในสุนัขพบความเกี่ยวข้องกับโรคไต โรคคุชชิ่ง และโรคเบาหวาน ขณะที่ในแมวมักสัมพันธ์กับโรคไต และโรคไทรอยด์ฮอร์โมนสูง ดังนั้น การตรวจวัดความดันโลหิตจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินสัตว์ป่วยกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายต่ออวัยวะเป้าหมาย (target organ damage) และช่วยให้สามารถเริ่มการรักษาได้อย่างทันท่วงที
ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนสูง(Hyperthyroidism) ในแมวพบว่ามักมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจและความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงควรตรวจโรคหัวใจร่วมกับวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติของหัวใจสามารถดีขึ้นได้ภายหลังการควบคุมภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนสูงอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างหัวใจอย่างถาวร
ในด้านโรคทางเมตาบอลิซึม อย่างโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างหัวใจ โดยเฉพาะการหนาตัวของผนังหัวใจ ซึ่งอาจฟื้นฟูได้หลังการลดน้ำหนักขณะที่โรคเบาหวาน แม้อาจไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางโครงสร้างของหัวใจ อย่างชัดเจนในระยะแรก แต่สามารถส่งผลต่อการคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงกระตุ้นการเกิดพังผืดและการเสื่อมของกล้ามเนื้อหัวใจในระยะยาวได้ ดังนั้นหากตรวจพบโรคเบาหวาน ควรทำการรักษาให้เร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดปกติของหัวใจที่อาจเกิดขึ้นตามมา นอกจากนี้ภาวะไขมันในเลือดสูงยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบ รอยโรคที่ตา และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ดังนั้นการตรวจพบและจัดการโรคทางเมตาบอลิซึมตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบต่ออวัยวะอื่นในระยะยาว
Redefining Canine Seizure Care: From ER Stabilization to Long-Term Management Guidelines โดย ผศ. น.สพ. ศิราม สุวรรณวิภัช
ปัจจุบัน แนวทางการจัดการภาวะชักในทางสัตวแพทย์อ้างอิงจาก 2 องค์กรหลัก ได้แก่ IVETF (2015) และ ACVIM (2024) โดยแบ่งรูปแบบการชักออกเป็นหลายประเภท เช่น status epilepticus (SE) หมายถึงการชักต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 นาที หรือชักซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีช่วงที่ฟื้นกลับมาปกติระหว่างครั้ง และภาวะ cluster seizures (CS) หมายถึงการชักตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป
ภายใน 24 ชั่วโมง โดยมีช่วงที่ฟื้นกลับมาเป็นปกติระหว่างครั้ง
ตามแนวทางของ ACVIM ได้แบ่งระยะของการชักแบบ SE ออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่
1. Early SE (0-10 นาที) เป็นระยะเริ่มต้นที่การใช้ยากลุ่ม benzodiazepines มีประสิทธิภาพสูงสุด และถือเป็น first-line drug เช่น midazolam แบบ intranasal (IN) หรือ intravenous (IV)
2. Established SE (10-30 นาที) ประสิทธิภาพของ benzodiazepines เริ่มลดลง จึงต้องพิจารณาเริ่มยาระงับชักกลุ่ม second-line drug เช่น levetiracetam, phenobarbital หรือ fosphenytoin โดยอาจพิจารณาเริ่มให้ยากลุ่มนี้พร้อมกับ first-line drug หากสัตว์
มีอาการรุนแรง
3. Refractory SE (>30 นาที) จำเป็นต้องใช้กลุ่มยาสลบ โดยการเพิ่มระดับยาควรทำเป็นขั้นตอน เริ่มจากการใช้ ketamine (ร่วมกับ dexmedetomidine หรือไม่ก็ได้) ถัดมาให้ propofol ในรูปแบบ IV bolus ร่วมกับการหยดต่อเนื่อง (CRI) หากยังไม่เพียงพอให้พิจารณาใช้ยากลุ่ม barbiturates (pentobarbital หรือ thiopental) และลำดับสุดท้ายคือการใช้ยาสลบชนิดสูดดม (inhalational anesthesia) ทั้งนี้ ในทุกขั้นตอนต้องเฝ้าระวังและจัดการภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาควบคู่ไปด้วย
4. Super-Refractory SE (>24 ชั่วโมง) เป็นภาวะชักยืดเยื้อรุนแรงที่ต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน และมีพยากรณ์โรคที่ค่อนข้างแย่
ในส่วนของการจัดการภาวะชักในระยะยาว ข้อแนะนำจาก IVETF (2015) ระบุเกณฑ์การเริ่มใช้ยาระงับชักแบบกินเมื่อพบข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ 1) เคยเกิด status epilepticus หรือ cluster seizures แม้เพียงครั้งเดียว 2) มีอาการชัก 2 ครั้งขึ้นไปภายใน 6 เดือน หรือ 3) ตรวจพบรอยโรคโครงสร้างสมอง (structural cause) หรือสุนัขมีอาการหลังชัก (post-ictal signs) รุนแรงยืดเยื้อ โดยยาระงับชักที่เลือกใช้เป็น first-line drug ได้แก่ phenobarbital และ imepitoin ส่วน potassium bromide, levetiracetam และ zonisamide จัดเป็นยาร่วมหรือทางเลือกเสริม ข้อควรระวังสำคัญคือ phenobarbital มีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ตับ ทำให้ระดับ levetiracetam และ zonisamide ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องอาศัยการตรวจติดตามระดับยาในเลือดร่วมด้วย
การประเมินภาวะ "ปลอดชัก" (seizure freedom) ตามเกณฑ์ "Rule of Three" ของ IVETF นิยามว่า สัตว์ป่วยจะต้องไม่มีอาการชักเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เท่าของช่วงเวลายาวที่สุดระหว่างการชักก่อนเริ่มรักษา หรือไม่น้อยกว่า 12 เดือน (ยึดตามระยะเวลาที่นานกว่า) อย่างไรก็ดี ในการปรับแผนการรักษาควรบันทึกและพิจารณาอาการ การใช้ยา และปัจจัยกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปรับแผนให้เหมาะกับคุณภาพชีวิตของสัตว์ป่วยและเจ้าของ
โดยสรุป หลักการสำคัญของการดูแลสุนัขที่มีภาวะชักคือ 1) รักษาให้ตรงตามระยะของโรค โดยเลือกชนิดและวิธีการให้ยาที่สอดคล้องกับระยะเวลาการชัก 2) รักษาเชิงรุก โดยเริ่มการรักษาให้เร็วที่สุดเพื่อยับยั้งการเปลี่ยนสภาพของตัวรับประสาท และ 3) จัดการภาวะชักอย่างต่อเนื่อง โดยจัดการภาวะแทรกซ้อนและกำจัดสาเหตุควบคู่ไปกับการวางแผนควบคุมการชักในระยะยาวของสัตว์ป่วย
และไม่เพียงสาระความรู้เท่านั้นที่คุณหมอได้รับ ภายในงานยังจัดเต็มกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำยาดม DIY ให้คุณหมอสามารถเลือกกลิ่นที่ชอบที่ใช่ด้วยตัวเอง กิจกรรมบูธถ่ายภาพ กิจกรรมแชะ&แชร์ นอกจากนี้ยังมีบูธอาหารสุดพิเศษจากร้าน Katsu Midori และ After You ให้คุณหมอสามารถเพลินเพลินได้ภายหลังจบเซสชั่นสัมมนา ในช่วง Dinner session เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายของคุณหมออย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเวทีของดีเจอ้อย นภาพร เติมไฟพร้อมเสริมความแข็งแรงให้หัวใจคุณหมอ ในหัวข้อ “สร้างภูมิคุ้มใจ ก้าวต่อไปไม่มีหมดไฟ” ตามต่อช่วง Opening Remarks & 9 Years of Gold Standard Portfolio Celebration และปิดท้ายด้วย
เสียงเพลงจาก Tattoo Colour ที่สร้างความสนุกและเพลิดเพลินให้กับคุณหมอจนจบงาน
เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการงานสัมมนาสำหรับสัตวแพทย์ไทย สมกับการฉลองครบ 9 ปี 19 ล้านการป้องกันปรสิตแบบครบจริง ของบริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สร้าง Gold Standard ให้กับวงการสัตวแพทย์ไทย คุณหมอสามารถแอดไลน์ เพื่อติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ รวมถึงยังสามารถสะสมความรู้ได้ตลอดปี พร้อมรับ CE อย่างต่อเนื่อง ได้ที่ช่องทางhttps://animalhealthhub.in.th/
อ่านบทความบนเว็บไซต์และโหลด PDF ได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2668

ที่อยู่

68/932 Moo 8 Soi 28
Bangkok
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6629655020

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ VPN Magazine โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง VPN Magazine:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่

ร้านค้าสัตว์เลี้ยงและบริการสัตว์เลี้ยงใกล้เคียง