VPN Magazine นิตยสารรายเดือน และ E-magazine สำหรับสัตวแพทย์
สมัครสมาชิกที่ www.readvpn.com
Line :

VPN (Veterinary Practitioners NEWS)
นิตยสารรายเดือนสำหรับสัตวแพทย์

ออกทุกวันที่ 15 ของเดือน

สามารถติดต่อสั่งซื้อ/สมัครสมาชิกใหม่/ต่ออายุสมาชิก
ได้ผ่านทาง LINE@
แค่คลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40vpnmagazine
หรือ Line ID : (มี@ด้วย)

ความเครียด (stress) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของแมว ทั้งในด้านพฤติกรรม ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบทางเดินอาห...
25/08/2026

ความเครียด (stress) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของแมว ทั้งในด้านพฤติกรรม ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะแมวเลี้ยงในบ้าน ซึ่งอาจเผชิญกับสิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เสียงดัง บุคคลหรือสัตว์แปลกหน้า ความขัดแย้งระหว่างแมวในบ้านเดียวกัน หรือการขาดโอกาสในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ (Ellis et al., 2013; Buffington et al., 2006)
เมื่อแมวเผชิญกับความเครียด ร่างกายจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกและแกน hypothalamic–pituitary–adrenal (HPA) axis ส่งผลให้มีการหลั่ง catecholamines และ cortisol เพื่อช่วยให้ร่างกายปรับตัวต่อสถานการณ์ดังกล่าว (Sapolsky et al., 2000; Charmandari et al., 2005) แม้ว่าการตอบสนองนี้จะเป็นกลไกปกติในระยะสั้น แต่หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือยาวนานอาจนำไปสู่ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน พฤติกรรม ระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินปัสสาวะ (McEwen, 2007; Buffington, 2011)
แนวคิดดังกล่าวเห็นได้ชัดในแมวที่เป็น feline idiopathic cystitis (FIC) ซึ่งปัจจุบันถูกมองว่าเป็น stress-associated systemic disorder มากกว่าจะเป็นโรคของกระเพาะปัสสาวะเพียงอย่างเดียว (Buffington, 2011) แมวกลุ่มนี้มักมีความผิดปกติหลายระบบร่วมกัน เช่น อาการของระบบทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง ความไวต่อสิ่งกระตุ้น และปัญหาทางพฤติกรรม การศึกษาของ Stella et al. (2011) ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเพียงเล็กน้อยสามารถกระตุ้น sickness behaviors เช่น เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย กิจกรรมและการดูแลตัวเองลดลง และมีการขับถ่ายนอกกระบะทราย โดยแมวที่เป็น FIC มีการตอบสนองต่อความเครียดเด่นชัดกว่าแมวสุขภาพดี
ด้วยเหตุนี้ การจัดการแมวที่มีความเครียดหรือ feline idiopathic cystitis (FIC) จึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการรักษาอาการของระบบทางเดินปัสสาวะ แต่ควรประเมินทั้งตัวสัตว์และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ปัจจุบัน multimodal environmental modification (MEMO) ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางพื้นฐานในการลดความเครียด โดยเน้นการปรับสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมตามธรรมชาติของแมว เช่น การจัดทรัพยากรให้เพียงพอ การเพิ่มพื้นที่หลบซ่อน จุดปีนป่าย ของเล่น และการลดการแข่งขันระหว่างแมวในบ้าน การศึกษาทางคลินิกในแมวที่เป็น FIC จำนวน 46 ตัว พบว่าการจัดการด้วย MEMO เป็นเวลา 10 เดือน สามารถลดความถี่ของอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งลดความหวาดกลัว ความวิตกกังวล และมีแนวโน้มช่วยลดปัญหาทางพฤติกรรมและอาการทางเดินอาหาร สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสามารถลดผลกระทบของความเครียดและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของแมวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Buffington et al., 2006)
อย่างไรก็ตาม แม้ MEMO จะยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการความเครียดในแมว แต่หลักฐานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าโภชนาการอาจเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการมุ่งปรับสมดุลของ gut microbiota ผ่านการใช้ dietary fibers, prebiotics, probiotics และ postbiotics ซึ่งช่วยส่งเสริมการสร้างสารเมตาบอไลต์ที่มีประโยชน์ เช่น short-chain fatty acids (SCFAs) รวมถึงสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท เช่น serotonin, gamma-aminobutyric acid (GABA), dopamine และ tryptophan metabolites
สารเหล่านี้มีบทบาทในการรักษาความสมบูรณ์ของ gut barrier ควบคุมการอักเสบ ปรับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และส่งเสริมการสื่อสารระหว่างลำไส้กับสมองผ่าน gut–brain axis ซึ่งอาจส่งผลต่อการตอบสนองต่อความเครียดและพฤติกรรมของสัตว์ ด้วยเหตุนี้ แนวคิด microbiome-targeted nutrition จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะกลยุทธ์เสริมที่อาจช่วยเพิ่ม stress resilience และลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในแมวเมื่อใช้ร่วมกับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม (Rochus et al., 2014; Cryan et al., 2019; Wernimont et al., 2020; Yang and Hammamieh, 2026)
Gut–Brain Axis และบทบาทของ Gut Microbiota ในการตอบสนองต่อความเครียด (Gut–Brain Axis and the Role of Gut Microbiota in Stress Responses)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลำไส้และสมอง หรือ gut–brain axis ได้รับความสนใจมากขึ้นในเวชศาสตร์สัตว์เลี้ยง เนื่องจากพบว่าระบบทางเดินอาหาร จุลินทรีย์ในลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบประสาทส่วนกลางมีการสื่อสารระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง และอาจมีบทบาทต่อการตอบสนองต่อความเครียด อารมณ์ และพฤติกรรมของสัตว์ ภายใต้สภาวะปกติ gut microbiota มีส่วนช่วยย่อยสารอาหารที่โฮสต์ไม่สามารถย่อยได้เอง สร้างวิตามินและสารเมตาบอไลต์ที่เป็นประโยชน์ ตลอดจนช่วยรักษาความสมบูรณ์ของเยื่อบุทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม เมื่อสัตว์เผชิญกับความเครียด โดยเฉพาะความเครียดเรื้อรัง อาจรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ลดลง ขณะที่กลุ่มจุลินทรีย์ที่อาจก่อโรคเพิ่มจำนวนขึ้น พร้อมกับเกิดความผิดปกติของ intestinal barrier ความเครียดยังอาจเพิ่ม intestinal permeability หรือภาวะ leaky gut ทำให้ผลิตภัณฑ์จากแบคทีเรียและสารกระตุ้นการอักเสบผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้น นำไปสู่การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่เชื่อมโยงความเครียด ภาวะ dysbiosis และการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของสัตว์ (Wernimont et al., 2020; Yang and Hammamieh, 2026)
ปัจจุบันมีแนวคิดของ psychobiotics ซึ่งครอบคลุม probiotics, prebiotics, postbiotics หรือสารอาหารที่สามารถส่งผลต่อการทำงานของสมองและพฤติกรรมผ่านการปรับ gut microbiota และการสื่อสารใน gut–brain axis แม้ว่าหลักฐานทางคลินิกที่ประเมินผลต่อความเครียดและพฤติกรรมโดยตรงในแมวยังมีจำกัด แต่ข้อมูลจากมนุษย์ สัตว์ทดลอง และสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นสนับสนุนว่า psychobiotics อาจช่วยปรับการทำงานของ HPA axis ลด neuroinflammation และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อความเครียดได้ (Dinan et al., 2013; Cryan et al., 2019; Wernimont et al., 2020; Yang and Hammamieh, 2026) นอกจากนี้ สารอาหารเชิงหน้าที่ เช่น L-tryptophan, L-theanine และ α-casozepine ยังอาจช่วยสนับสนุนการควบคุมอารมณ์และลดความวิตกกังวลผ่านกลไกของสารสื่อประสาท (DeNapoli et al., 2000; Beata et al., 2007; Bosch et al., 2009; Landsberg et al., 2016) ดังนั้นแนวทางด้านโภชนาการเหล่านี้จึงอาจใช้เป็นส่วนเสริมของการจัดการสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมในแมวที่มีความเครียดได้อย่างเหมาะสม
สารอาหารเชิงหน้าที่และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก (Nutritional Ingredients and Clinical Applications)
ความก้าวหน้าทางด้าน microbiome research ทำให้ปัจจุบันมีส่วนประกอบทางโภชนาการหลายกลุ่มที่ถูกนำมาใช้ในอาหารสัตว์ อาหารประกอบการรักษา และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนสุขภาพของ gut microbiota ลดการอักเสบ เสริมความแข็งแรงของเยื่อบุลำไส้ และอาจช่วยเพิ่มความสามารถของสัตว์ในการปรับตัวต่อความเครียดผ่าน microbiota–gut–brain axis อย่างไรก็ตามสำหรับแมวนั้น หลักฐานโดยตรงที่แสดงว่าสารเหล่านี้ “ลดความเครียดหรือพฤติกรรมวิตกกังวล” ยังมีจำกัด ดังนั้นการประยุกต์ใช้ทางคลินิกควรถูกตีความในฐานะการสนับสนุนสุขภาพลำไส้ ภูมิคุ้มกัน และ stress resilience มากกว่าการใช้เป็นสารรักษาความเครียดโดยตรง
1. สารอาหารและไบโอติกที่มีเป้าหมายหลักด้าน microbiota modulation (microbiota-modulating dietary fibers and biotics in cats)
กลุ่มแรกคือ fermentable fibers และ prebiotics ซึ่งทำหน้าที่เป็น substrate ให้แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ และส่งเสริมการสร้าง SCFAs แม้แมวจะเป็นสัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติ แต่จุลินทรีย์ในลำไส้ของแมวยังคงมีความสามารถในการหมักใยอาหารและสร้างสารเมตาบอไลต์ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพได้ ใยอาหารจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงช่วยเพิ่มกากอาหารหรือปรับปรุงคุณภาพอุจจาระเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อองค์ประกอบและกิจกรรมของ gut microbiota ด้วย โดยใยอาหารที่หมักได้ เช่น inulin, fructooligosaccharides (FOS), galactooligosaccharides (GOS), pectin และ beet pulp สามารถเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้และส่งเสริมการสร้างสารเมตาบอไลต์ที่เป็นประโยชน์ ขณะที่ใยอาหารที่หมักได้น้อย เช่น cellulose มีบทบาทหลักในการเพิ่มปริมาณกากอาหารและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของลำไส้ ผลผลิตสำคัญจากการหมักใยอาหาร ได้แก่ SCFAs โดยเฉพาะ acetate, propionate และ butyrate ซึ่งมีบทบาทต่อสุขภาพของโฮสต์หลายด้าน ในเชิงกลไก SCFAs อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการรับมือความเครียดผ่าน microbiota–gut–brain axis โดยช่วยเสริมความแข็งแรงของเยื่อบุลำไส้ ลด intestinal permeability ลดการผ่านของ microbial products เช่น lipopolysaccharide (LPS) เข้าสู่กระแสเลือด และลด inflammatory signaling ที่อาจส่งผลต่อระบบประสาทและ HPA axis นอกจากนี้ SCFAs ยังสามารถออกฤทธิ์ผ่าน G-protein-coupled receptors เช่น GPR41, GPR43 และ GPR109A รวมถึงมีบทบาทต่อ immune regulation และ gut–brain communication อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่แสดงว่า SCFAs ลดความเครียดในแมวโดยตรงยังมีจำกัด จึงอธิบายได้เพียงว่า SCFAs ทำงานผ่านกลไกที่มีศักยภาพในการสนับสนุน stress resilience มากกว่าการใช้เป็นสารลดความเครียดโดยตรง (Parada Venegas et al., 2019; Dalile et al., 2020; O’Riordan et al., 2022)
ข้อมูลในแมวสนับสนุนว่า prebiotics สามารถเปลี่ยนแปลง microbial fermentation ได้จริง การศึกษาของ Kanakupt et al. (2011) ใช้ 0.5% Short-chain fructooligosaccharides (scFOS), 0.5% GOS หรือ 0.5% scFOS + 0.5% GOS ในอาหารแมวสุขภาพดี พบว่ากลุ่มที่ได้รับ scFOS, GOS หรือทั้งสองชนิดร่วมกัน มี f***l Bifidobacterium spp. สูงกว่ากลุ่มควบคุม และกลุ่มที่ได้รับ scFOS + GOS มี f***l pH ต่ำลง พร้อมกับระดับ butyrate และ valerate สูงขึ้น ในทำนองเดียวกัน การศึกษาของ Barry และคณะ (2010) ที่เปรียบเทียบ 4% cellulose, FOS และ pectin ในแมวโตสุขภาพดี พบว่า FOS ช่วยเพิ่ม f***l Bifidobacterium spp. และลด Escherichia coli ส่วน pectin เพิ่ม acetate, propionate, butyrate และ total SCFAs อย่างไรก็ตาม ทั้ง FOS และ pectin ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น และเพิ่ม metabolite บางชนิดจาก protein fermentation เช่น ammonia, 4-methylphenol, indole และ biogenic amines บางรายการ ดังนั้นในทางคลินิกการใช้ prebiotics ควรเริ่มจากระดับต่ำ เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลสนับสนุน และติดตาม f***l score, gas, vomiting หรือ diarrhea โดยเฉพาะในแมวที่มี chronic enteropathy หรือได้รับอาหารโปรตีนสูง (Barry et al., 2010)
อีกกลุ่มหนึ่งคือ probiotics และ synbiotics โดย probiotics คือจุลินทรีย์มีชีวิต เช่น Enterococcus faecium, Lactobacillus spp., Bifidobacterium spp. และ Saccharomyces boulardii ส่วน synbiotics คือการใช้ probiotics ร่วมกับ prebiotics สารกลุ่มนี้มีบทบาทในการแข่งขันกับจุลินทรีย์ก่อโรค เสริมความแข็งแรงของ intestinal barrier ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน และสนับสนุนการสร้าง metabolite ที่เป็นประโยชน์ รวมถึง SCFAs ผ่าน microbial cross-feeding แม้หลักฐานด้านการลดความเครียดโดยตรงในแมวยังมีจำกัด แต่ข้อมูลปัจจุบันสนับสนุนประโยชน์ต่อสุขภาพทางเดินอาหาร gut microbiota และ immune function ในแมว (Zha et al., 2024; Sivamaruthi et al. 2025)
สำหรับ postbiotics หมายถึงสารชีวภาพที่ได้จากจุลินทรีย์หรือจุลินทรีย์ที่ถูกทำให้ไม่มีชีวิต เช่น SCFAs, bacteriocins, exopolysaccharides, peptidoglycans และ tryptophan metabolites สารกลุ่มนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเพราะมีความคงตัวสูงกว่า probiotics และไม่ขึ้นกับการรอดชีวิตของจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์หรือทางเดินอาหาร ข้อมูลในแมวเริ่มสนับสนุนว่า postbiotics อาจช่วยเสริม gut barrier และ immune balance ได้ เช่น Wang et al. (2025) รายงานว่า postbiotic จาก heat-inactivated Bifidobacterium animalis subsp. lactis ช่วยลด markers ที่เกี่ยวข้องกับ gut permeability เช่น diamine oxidase (DAO) และ LPS เพิ่ม immunoglobulin G (IgG), interleukin-10 (IL-10) และ interleukin-4 (IL-4) รวมถึงเพิ่ม f***l acetate, propionate และ butyrate ในแมวสุขภาพดี นอกจากนี้ มีรายงานการใช้ yogurt enriched with postbiotics โดยเฉพาะ yogurt ที่เสริม 2% inactivated Pediococcus lactis ขนาด 50 g/cat/day เป็นเวลา 21 วัน ในแมวโตเต็มวัย พบว่าสัมพันธ์กับการเพิ่ม secretory immunoglobulin A (IgA), เพิ่ม Bifidobacterium spp., เพิ่ม microbial stability และลด inflammatory markers เช่น tumor necrosis factor α (TNF-α) และ interleukin-6 (IL-6) (Sun et al., 2025; Sivamaruthi et al., 2025)
โดยสรุป fermentable fibers, prebiotics, probiotics, synbiotics และ postbiotics เป็นกลุ่มสารอาหารและไบโอติกที่มีเป้าหมายหลักในการปรับสมดุล gut microbiota สนับสนุนการสร้าง SCFAs เสริม intestinal barrier และลด inflammatory signaling กลไกเหล่านี้อาจช่วยสนับสนุน stress resilience ผ่าน microbiota–gut–brain axis ได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาถึงผลของสารต่าง ๆ เพื่อลดความเครียดในแมวโดยตรง การนำไปใช้ทางคลินิกจึงจะเน้นไปที่การช่วยเสริมสุขภาพลำไส้ ภูมิคุ้มกัน และการฟื้นตัวของ microbiota โดยติดตามการตอบสนองของสัตว์เป็นรายตัว
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง สารที่มีเป้าหมายหลักต่อพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2621
บทความโดย : สพ.ญ. ดร.ธันยพร พึงวิวัฒน์นิกุล - ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านวิจัยและพัฒนาอาหารสุนัข และอาหารประกอบการรักษาโรค บริษัทเพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

เจาะลึกวิธีการจัดการสัตว์ป่วยอัมพาตอย่างเป็นระบบสัตว์ป่วยอัมพาตจะต้องมีการจัดการอย่างไร มารู้จักแนวทางการรับมืออย่างเป็น...
25/08/2026

เจาะลึกวิธีการจัดการสัตว์ป่วยอัมพาตอย่างเป็นระบบ
สัตว์ป่วยอัมพาตจะต้องมีการจัดการอย่างไร มารู้จักแนวทางการรับมืออย่างเป็นระบบที่จะทำให้ภาวะ Paralysis ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป ในหัวข้อ Back on Their Feet: Master Guide to Small Animal Paralysis บรรยายโดย รศ. น.สพ. ดร.นิรุตติ์ สุวรรณา ภายในงาน VPN Neu-Conference 2026 : รักษายังไงให้ ปสด. (ประสาทดี) Season 2
งานนี้จัดขึ้นวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 แบบ On Site เท่านั้น (ไม่มี Online และรับชมย้อนหลัง) ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.30 น. ณ โรงแรม Grand Richmond Stylish Convention Hotel (นนทบุรี) ห้อง Richmond Ballroom 1 ชั้น 6
สมัครและสอบถามราคาได้ที่ Line : https://lin.ee/ZEvw5A3
พิมพ์แจ้งว่าสมัครงาน VPN Neu-Conference 2026 (หรือสมัครงาน ปสด.) เดี๋ยวจะมีทีมงานมาแจ้งรายละเอียดการโอนเงินต่อไป
บอกเลยว่างานนี้เข้มเข้น เร้าใจ เอาไปใช้ได้จริง คุณหมอทุกท่านห้ามพลาด รีบสมัครมาได้เลย เพราะบอกเลยว่ามีที่นั่งจำกัดนะ หมดแล้ว หมดเลย

“เป็นโรคหัวใจ กินยาบำรุงอะไรได้บ้างคะ” “มียาหรือวิตามินบำรุงแนะนำไหมครับหมอ” “หมอไม่มียาให้น้องกินเลยเหรอ วิตามินบำรุงซั...
24/08/2026

“เป็นโรคหัวใจ กินยาบำรุงอะไรได้บ้างคะ”
“มียาหรือวิตามินบำรุงแนะนำไหมครับหมอ”
“หมอไม่มียาให้น้องกินเลยเหรอ วิตามินบำรุงซักหน่อยได้ไหมคะ”
เวลาตรวจวินิจฉัยแล้วแจ้งว่าน้องหมาน้องแมวเป็นโรคหัวใจ ผมมักจะได้รับคำถามเหล่านี้ประจำ บางครั้งถามก่อนจะเอ่ยปากว่าต้องกินยาหรือไม่กินยาซะอีก พอถูกถามบ่อย ๆ เข้า ก็เลยลองสืบค้นมาบ้าง CardioCorner ฉบับนี้ เลยอยากรวบรวมข้อมูลการใช้อาหารเสริมหรือวิตามินบำรุง เผื่อว่าคุณหมอจะได้นำไปแนะนำให้เจ้าของน้องหมาน้องแมวที่เป็นโรคหัวใจกันครับ
เซลล์หัวใจที่ผุพัง กับเบื้องหลังที่แสนโหดร้าย
ก่อนจะเล่าเรื่องการดูแลและบำรุงหัวใจ ผมอยากพาคุณหมอทุกท่านลงไปดู “วงจรอุบาทว์” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจกันก่อนครับ เมื่อโรคหัวใจดำเนินไปจนทำให้การนำส่งเลือดของหัวใจเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะเกิดกระบวนการชดเชยเพื่อรักษาความดันเลือดและการไหลเวียนไปยังอวัยวะสำคัญ ด้วยการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติก (sympathetic nervous system; SNS) และระบบ renin–angiotensin–aldosterone (RAAS) กลไกเหล่านี้มีประโยชน์มากในระยะต้น แต่หากถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เคยช่วยชดเชยเหล่านี้จะกลายเป็นตัวเร่งให้เซลล์หัวใจแย่ลง การกระตุ้น SNS เรื้อรังทำให้หัวใจตอบสนองต่อ catecholamines ลดลง ความต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น และเกิดความเสี่ยงต่อการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ
ในด้านพลังงาน หัวใจจะสูญเสียความยืดหยุ่นในการเลือกใช้แหล่งพลังงาน จากการใช้กรดไขมัน ก็จะเปลี่ยนไปเป็นการใช้กลูโคสรวมถึง anaerobic pathway มากขึ้น ผลคือหัวใจผลิตพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของเซลล์ ได้น้อยลง ส่วน angiotensin II ใน RAAS จะกระตุ้นการสร้างสารอนุมูลอิสระ (reactive oxygen species; ROS) และเมื่อมันมีมากเกินกว่าความสามารถของสารต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ ก็จะเกิด oxidative stress ซึ่งทำลายโปรตีน เยื่อหุ้มเซลล์ รวมถึงไมโตคอนเดรีย และกระตุ้นการหลั่งสารสื่ออักเสบ ซึ่งย้อนกลับมากระตุ้นการสร้าง ROS และขยายความเสียหายไปยังเซลล์โดยรอบ จึงเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ระหว่างการกระตุ้น SNS-RAAS สารอนุมูลอิสระและสารสื่ออักเสบ การรบกวนพลังงานภายในเซลล์ และความเสียหายของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ผลกระทบของสารสื่ออักเสบยังสามารถกระตุ้นการสลายโปรตีนของกล้ามเนื้อโครงร่าง เราจึงพบการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ (cardiac cachexia) ได้ในสัตว์ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวระยะรุนแรง ดังนั้นภาวะที่การสร้าง ROS มากเกินความสามารถของระบบ antioxidant ในหัวใจ จึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญของวงจรการพัฒนาของโรคหัวใจครับ
อาหารเสริมกับกลไกในการช่วยหัวใจ
1. โอเมก้า-3: กรดไขมันแห่งท้องทะเล
คุณหมอทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่ากรดไขมันเป็นสารอาหารหลักที่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใช้ในการสร้างพลังงาน แต่กรดไขมันโอเมก้า-3 พิเศษมากกว่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสามารถเปลี่ยนไปเป็นสารออกฤทธิ์ ได้แก่ eicosapentaenoic acid (EPA) และ docosahexaenoic acid (DHA) ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นสารในกลุ่มต้านการอักเสบ และแน่นอนครับว่าเรากล่าวถึงความเลวร้ายของสารสื่ออักเสบต่อการพัฒนาของโรคหัวใจกันแล้ว เราก็น่าจะคาดหวังให้การเสริมกรดไขมันเหล่านี้ ช่วยชะลอการพัฒนาของโรคหัวใจได้ใช่มั้ยครับ ดังนั้นคำถามสำคัญคือให้ไปแล้วช่วยชะลอได้จริงไหม
คำตอบก็คือหลักฐานปัจจุบันบอกว่าเป็นแบบนั้นครับ ลองดูตัวอย่าง 2 งานวิจัย ที่แสดงให้ดูในภาพที่ 2 ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบสุนัขที่ป่วยด้วยโรคลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อมสองกลุ่มที่ได้รับหรือไม่ได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3 กันครับ กรณีที่ 1 ถ้าสุนัขอยู่ในระยะ B1 จะสังเกตได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน จะมีสุนัขในกลุ่มควบคุมบางส่วนพัฒนาไปเป็นระยะ B2 แต่สุนัขกลุ่มที่กินอาหารที่เสริมกรดไขมันโอเมก้า-3 ยังไม่มีการพัฒนาการใด ๆ ของโรค ส่วนในงานวิจัยที่ 2 น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก เพราะถ้าสุนัขอยู่ในระยะ B2 แล้ว มักจะพัฒนาไปเป็นระยะ C หรือเสียชีวิตในเวลา 1 ปี แต่หากมีการเสริมกรดไขมันโอเมก้า-3 สัดส่วนของสุนัขส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะ B2 ไม่มีการพัฒนาของโรค นั่นทำให้การนำโอเมก้า-3 ดูน่านำมาใช้มากขึ้นทันที
แต่ว่าในรายที่มีภาวะหัวใจวายหรือในระยะ C แม้ว่าจะให้โอเมก้า-3 ไปแล้ว กลับไม่พบว่ามันเป็นประโยชน์ ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องถกเถียงอยู่ เนื่องจากเมื่อโรคพัฒนาไปจนเรื่อย ๆ ระดับของสารเหล่านี้ในเลือดจะลดลง และการเสริมสารอาหารกลุ่มนี้ก็ควรจะเป็นประโยชน์เช่นกัน นอกจากประโยชน์เรื่องการลดอักเสบแล้ว กรดไขมันโอเมก้า-3 เองยังมีฤทธิ์ช่วยลดการเกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ โดยเฉพาะในรายที่มี atrial remodeling หรือ boxer cardiomyopathy และฤทธิ์ในการลด platelet aggregation ซึ่งเป็นประโยชน์ในแง่ของการควบคุมโรคหัวใจในแมวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ดังนั้นโดยส่วนตัวคิดว่าการเสริมกรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่ว่าจะได้มาจากปลา (น้ำเค็มทะเลลึก) กุ้ง (ตัวเล็กๆ) หรือหอย (แมลงภู่) ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคหัวใจในการใช้ร่วมกับยาที่ใช้ในปัจจุบัน โดยขนาดของ EPA และ DHA ที่ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ 40 mg/kg และ 25 mg/kg ตามลำดับ ทั้งในสุนัขแล้วแมว
2. Coenzyme Q10: สารต้านอนุมูลอิสระของหัวใจ
Coenzyme Q10 (CoQ10) เป็นสารที่มีอยู่แล้วปกติในทุกเซลล์ในร่างกาย ถ้าจำตอนเรียน biochem ได้ เจ้าสารนี้คือ ubiquinone ซึ่งอยู่ในกระบวนการขนส่งอิเล็กตรอนที่เกิดขึ้นในไมโตคอนเดรีย แต่ไม่ใช่แค่นั้น CoQ10 ยังช่วยเป็นสารลดต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และยังช่วยเสริมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระให้กับสารต้านอนุมูลอิสะตัวอื่น เช่น vitamin C vitamin E หรือ selenium ในสุนัขป่วยโรคหัวใจจะมีระดับ CoQ10 ในเลือดและในหัวใจลดลงอย่งมีนัยสำคัญ ดังนั้น guideline ในทางการแพทย์ จึงมีการพูดถึง CoQ10 เป็นหนึ่งในอาหารเสริมแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ คำถามคือในทางสัตวแพทย์ CoQ10 ช่วยได้จริงหรือ
คำตอบก็คือข้อมูลอาจจะยังไม่มากพอ แม้ว่าจะมีรายงานการทดสอบ CoQ10 ในสุนัขโรคหัวใจระยะ C พบว่าการใช้ CoQ10 สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของหัวใจ และลดระดับ serum cTnI แสดงให้เห็นว่า CoQ10 น่าจะเป็นประโยชน์ แต่ผลก็แตกต่างไปตามน้ำหนักตัวสัตว์ อย่างไรก็ตาม ตัวผมเองก็ยังคงแนะนำให้เจ้าของนำ CoQ10 มาใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับสุนัขที่เป็นโรคหัวใจ โดยขนาดที่แนะนำให้ใช้ใน คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง Taurine และ L-Carnitine พร้อมภาพประกอบต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2619
บทความโดย : ผศ. น.สพ. ดร.ธัชกร เลิศวรรณการ
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

เจาะลึกการวินิจฉัย Inflammatory CNS Disorders แบบเน้นๆรู้จักกับกลุ่มอาการ Inflammatory CNS Disorders ว่าคืออะไร และเจาะล...
24/08/2026

เจาะลึกการวินิจฉัย Inflammatory CNS Disorders แบบเน้นๆ
รู้จักกับกลุ่มอาการ Inflammatory CNS Disorders ว่าคืออะไร และเจาะลึกแนวทางการวินิจฉัยอย่างละเอียดพร้อมการจัดการในหัวข้อ Inflammatory CNS Disorders: Diagnostic Pathways & Differential Diagnosis บรรยายโดย ผศ. ดร. สพ.ญ.ดวงทิพย์ ฉัตรชัยศักดิ์ ภายในงาน VPN Neu-Conference 2026 : รักษายังไงให้ ปสด. (ประสาทดี) Season 2
งานนี้จัดขึ้นวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 แบบ On Site เท่านั้น (ไม่มี Online และรับชมย้อนหลัง) ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.30 น. ณ โรงแรม Grand Richmond Stylish Convention Hotel (นนทบุรี) ห้อง Richmond Ballroom 1 ชั้น 6
สมัครและสอบถามราคาได้ที่ Line : https://lin.ee/ZEvw5A3
พิมพ์แจ้งว่าสมัครงาน VPN Neu-Conference 2026 (หรือสมัครงาน ปสด.) เดี๋ยวจะมีทีมงานมาแจ้งรายละเอียดการโอนเงินต่อไป
บอกเลยว่างานนี้เข้มเข้น เร้าใจ เอาไปใช้ได้จริง คุณหมอทุกท่านห้ามพลาด รีบสมัครมาได้เลย เพราะบอกเลยว่ามีที่นั่งจำกัดนะ หมดแล้ว หมดเลย

23/08/2026

Vet ศาสตร์ฉลาดสุดๆ SS2 EP.10
พบกับเกมใหม่ "เกมรถไฟ" ที่มาจะต่อคำกันกับศึกท้าดวลระหว่างทีม ม. เกษตร กับทีม จุฬาฯ มาลุ้นกันว่าทีมไหนจะตอบได้ยาวกว่ากัน
ปรับเวลาใหม่ ! พบกับรายการ Vet ศาสตร์ฉลาดสุดๆ SS2 ได้ทุกๆ คืนวันเสาร์และอาทิตย์ของแต่ละสัปดาห์ เวลา 20.00 น.
แล้วมาเจอกัน บอกเลยว่างานนี้มันส์จริง !!!

์ฉลาดสุดๆ

เคสสัตว์ป่วยที่มาด้วยอาการชัก ถ้าจะจัดการอย่างเป็นระบบต้องทำอย่างไรมารู้จักกับอาการชักตั้งแต่สาเหตุ วิธีการวินิจฉัย และแ...
23/08/2026

เคสสัตว์ป่วยที่มาด้วยอาการชัก ถ้าจะจัดการอย่างเป็นระบบต้องทำอย่างไร
มารู้จักกับอาการชักตั้งแต่สาเหตุ วิธีการวินิจฉัย และแนวทางการจัดการอย่างเป็นระบบ ในหัวข้อ Navigating Seizures in Small Animals: Pathophysiology to Therapy บรรยายโดย อ. น.สพ. ดร.กฤษฎา บุญอร่ามเรือง กันในงาน VPN Neu-Conference 2026 : รักษายังไงให้ ปสด. (ประสาทดี) Season 2
งานนี้จัดขึ้นวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 แบบ On Site เท่านั้น (ไม่มี Online และรับชมย้อนหลัง) ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.30 น. ณ โรงแรม Grand Richmond Stylish Convention Hotel (นนทบุรี) ห้อง Richmond Ballroom 1 ชั้น 6
สมัครและสอบถามราคาได้ที่ Line : https://lin.ee/ZEvw5A3
พิมพ์แจ้งว่าสมัครงาน VPN Neu-Conference 2026 (หรือสมัครงาน ปสด.) เดี๋ยวจะมีทีมงานมาแจ้งรายละเอียดการโอนเงินต่อไป
บอกเลยว่างานนี้เข้มเข้น เร้าใจ เอาไปใช้ได้จริง คุณหมอทุกท่านห้ามพลาด รีบสมัครมาได้เลย เพราะบอกเลยว่ามีที่นั่งจำกัดนะ หมดแล้ว หมดเลย

เปิดโลก MRI ฉบับใช้จริงสำหรับสัตวแพทย์มารู้จักกับ MRI ตั้งแต่หลักการพื้นฐานไปจนถึงแนวทางการใช้ในแง่มุมของสัตวแพทย์ระบบปร...
22/08/2026

เปิดโลก MRI ฉบับใช้จริงสำหรับสัตวแพทย์
มารู้จักกับ MRI ตั้งแต่หลักการพื้นฐานไปจนถึงแนวทางการใช้ในแง่มุมของสัตวแพทย์ระบบประสาทในหัวข้อ Introduction to Veterinary Neurological MRI: A Practical Guide บรรยายโดย น.สพ.ปราชญ์ หมายหาทรัพย์ กันในงาน VPN Neu-Conference 2026 : รักษายังไงให้ ปสด. (ประสาทดี) Season 2
งานนี้จัดขึ้นวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 แบบ On Site เท่านั้น (ไม่มี Online และรับชมย้อนหลัง) ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.30 น. ณ โรงแรม Grand Richmond Stylish Convention Hotel (นนทบุรี) ห้อง Richmond Ballroom 1 ชั้น 6
สมัครและสอบถามราคาได้ที่ Line : https://lin.ee/ZEvw5A3
พิมพ์แจ้งว่าสมัครงาน VPN Neu-Conference 2026 (หรือสมัครงาน ปสด.) เดี๋ยวจะมีทีมงานมาแจ้งรายละเอียดการโอนเงินต่อไป
บอกเลยว่างานนี้เข้มเข้น เร้าใจ เอาไปใช้ได้จริง คุณหมอทุกท่านห้ามพลาด รีบสมัครมาได้เลย เพราะบอกเลยว่ามีที่นั่งจำกัดนะ หมดแล้ว หมดเลย

โรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (highly pathogenic avian influenza; HPAI) โดยเฉพาะ H5N1 และ H5Nx ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่ออ...
21/08/2026

โรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (highly pathogenic avian influenza; HPAI) โดยเฉพาะ H5N1 และ H5Nx ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่ออุตสาหกรรมสัตว์ปีก การอนุรักษ์สัตว์ป่า และระบบสาธารณสุขทั่วโลก เรียกได้ว่ากระทบทั้งในคนและสัตว์ แม้ว่าการระบาดรุนแรงมักพบได้บ่อยในสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้เพื่อการบริโภค เช่น เป็ด ไก่ ห่าน มากกว่านกในธรรมชาติ แต่นกอพยพช่วงฤดูหนาวก็ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วในหลายประเทศทั่วโลกว่าเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติและเป็นพาหะที่สามารถนำไวรัสไข้หวัดนกข้ามพรมแดนระหว่างประเทศหรือระหว่างทวีปได้
ในบรรดานกอพยพในฤดูหนาวเหล่านี้ มีนกอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อไทยว่า นกนางนวลธรรมดา ชื่อภาษาอังกฤษคือ brown-headed gull ชื่อวิทยาศาสตร์ Chroicocephalus brunnicephalus หรือในชื่อวิทยาศาสตร์เดิม Larus brunnicephalus ได้กลายเป็นชนิดพันธุ์ที่ถูกนักวิทยาศาสตร์และนักระบาดวิทยาเฝ้าระวัง (sentinel species) เพราะในช่วงฤดูร้อนนกชนิดนี้ทำรังในพื้นที่ชุ่มน้ำบนที่ราบสูงของประเทศจีนตอนเหนือ และพอช่วงฤดูหนาวก็อพยพลงมาหากินตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉะนั้นเส้นทางการอพยพของนกชนิดนี้จึงเปรียบเสมือนเส้นทางการแพร่กระจายของไวรัสไข้หวัดนกไปทั่วทั้งทวีปเอเชีย
หัวใจสำคัญของเครือข่ายการแพร่กระจายนี้ คือ ทะเลสาบชิงไห่ (Qinghai lake) บนที่ราบสูงชิงไห่–ทิเบต (Qinghai–Tibet plateau; QTP) ในมณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มใหญ่ที่สุดของประเทศ มีเนื้อที่ประมาณ 4,500 ตารางกิโลเมตร (พอ ๆ กับจังหวัดปราจีนบุรี ในประเทศไทย) มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,196 เมตร ถือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำนานาชนิด โดยเฉพาะบริเวณเกาะไห่ซีซาน หรือ "เกาะไข่" ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่ที่สำคัญของนกตามธรรมชาติที่สำคัญของทวีปเอเชีย
พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดตัดของเส้นทางอพยพระดับโลก 2 เส้นทาง ได้แก่ Central Asian Flyway (CAF) และ East Asian–Australasian Flyway (EAAF) โดยในแต่ละปีมีนกน้ำมากกว่า 200,000 ตัว ใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งทำรังหรือจุดพักระหว่างการอพยพ จากเหนือลงใต้และจากใต้ขึ้นเหนือ ฉะนั้นการรวมตัวของนกน้ำหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ทะเลสาบชิงไห่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “จุดกำเนิด” สำหรับการเริ่มต้น การวิวัฒนาการ และการแพร่กระจายตัวของไวรัสไข้หวัดนกในภูมิภาคเอเชีย
ผลจากการเฝ้าระวังเชิงรุกในระยะยาว สำหรับโรคไข้หวัดนกบริเวณทะเลสาบชิงไห่ ได้บันทึกเหตุการณ์การระบาดที่สำคัญในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของนกธรรมชาติ ระหว่างเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม ไว้ดังนี้
● พ.ศ. 2548 และ 2552 – การระบาดสำคัญของ HPAI ในระยะแรก ในช่วงระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม ถึง 29 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ส่งผลกระทบต่อนกอพยพหลายชนิด และมีการเก็บซากนกได้มากกว่า 6,000 ซาก
● พ.ศ. 2558 – การระบาดของไวรัส H5N1 clade 2.3.2.1c
● พ.ศ. 2559 – การระบาดของไวรัส H5N8 clade 2.3.4.4b
● พ.ศ. 2565 – การตรวจพบไวรัส H5N1 clade 2.3.4.4b ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดทั่วโลก เข้าสู่ประชากรนกป่าที่ทะเลสาบชิงไห่ สอดคล้องกับเหตุการณ์การตายของนกป่าจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลก
จากการติดตามด้วยระบบติดตามด้วยสัญญาณดาวเทียม หรือ GPS ในนกนางนวลธรรมดา ที่ทำรังบริเวณทะเลสาบชิงไห่ เผยให้เห็นลักษณะทางนิเวศวิทยาที่น่าสนใจ คือ การเชื่อมโยงของประชากรระหว่างฤดูผสมพันธุ์และฤดูหนาว ไม่สัมพันธ์กัน (weak migratory connectivity) เพราะแทนที่นกทั้งหมดจากอาณานิคมเดียวกัน จะอพยพไปยังพื้นที่ฤดูหนาวแห่งเดียวกัน แต่นกชนิดนี้กลับแยกตัวอพยพออกจากทะเลสาบชิงไห่ (Qinghai lake) ไปใน 3 เส้นทางอพยพหลัก ดังนี้
1. เส้นทางตะวันตก (Western Flyway)
นกกลุ่มนี้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนหลังฤดูผสมพันธุ์ เคลื่อนย้ายไปยังทะเลสาบต่าง ๆ ก่อนเริ่มอพยพลงใต้ ถือเป็นเส้นทางอ้อมมากที่สุด เดินทางไกลที่สุด และต้องบินข้ามแนวเทือกเขาที่มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 4,535 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดหมายปลายทางที่อ่าวเบงกอล ประเทศอินเดียและบังคลาเทศ อีกทั้งยังมีรูปแบบการอพยพแบบทวนเข็มนาฬิกา (counterclockwise loop migration) โดยใช้เส้นทางด้านตะวันออกมาทางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการบินกลับสู่พื้นที่ทำรังในฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป
2. เส้นทางกลาง (Central Flyway)
นกกลุ่มนี้ใช้เส้นทางที่สั้นและตรงกว่ากลุ่มตะวันตก บินข้ามภูเขาที่มีระดับความสูงปานกลาง ปลายทางที่อ่าวเมาะตะมัน ประเทศเมียนมาร์ แต่ยังคงแสดงรูปแบบการอพยพแบบวนทวนเข็มนาฬิกาเช่นเดียวกันในช่วงขากลับแหล่งทำรังวางไข่
3. เส้นทางตะวันออก (Eastern Flyway)
เป็นเส้นทางที่ตรงที่สุด ระยะทางสั้นที่สุด และผ่านภูมิประเทศที่มีภูเขาไม่มาก ทำให้นกสามารถเดินทางสู่แหล่งหากินในฤดูหนาวได้อย่างรวดเร็ว โดยปลายทางจะแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำจืดทางตอนใต้ของประเทศจีนแล้วหยุดอยู่แค่นั้น กลุ่มที่สองมาพำนักตลอดช่วงฤดูหนาวตามพื้นที่ชุ่มน้ำจืดและน้ำเค็มของประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม
ผลจากการกระจายตัวดังกล่าว ทำให้นกกลุ่มประชากรเดียวกัน แต่กลับแยกกันไปใช้ชีวิตในช่วงฤดูหนาว ตามสถานที่ซึ่งอยู่ห่างกันเฉลี่ย 1,040 กิโลเมตร ซึ่งกลยุทธ์นี้ดีมากสำหรับการค้ำจุนประชากรของนกนางนวลธรรมดาในระยะยาว เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่เดียวกัน เช่น ถูกล่า วางยาพิษ หรืออุบัติเหตุ เพราะแม้จะเกิดขึ้นจริงก็ยังจะมีนกชนิดเดียวกัน ในอีกกลุ่มประชากรได้เดินทางกลับไปทำรังวางไข่ที่ทะเลสาบชิงไห่ (Qinghai lake) อย่างแน่นอน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถือว่าลักษณะการแพร่กระจายตัวในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ เท่ากับเพิ่มพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ให้ไวรัสไข้หวัดนกสามารถแพร่กระจายได้กว้างขวางไปในหลายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับประชากรส่วนหนึ่งของนกนางนวลธรรมดาที่ทำรังบนที่ราบสูงชิงไห่–ทิเบต และเลือกเส้นทางอพยพทางตะวันออกแปลว่าจุดหมายปลายทางในช่วงฤดูหนาวคือพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะข้อมูลจากการติดตามด้วยสัญญาณดาวเทียม จากนกที่แหล่งพำพักในฤดูหนาว เช่น สถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าวงจรการอพยพประจำปีของนกครอบคลุมถึง 7 ประเทศ ได้แก่ จีน → บังกลาเทศ → อินเดีย → เมียนมา → ไทย → กัมพูชา → เวียดนาม
โดยนกสามารถบินจากประเทศไทยกลับไปยังแหล่งทำรังวางไข่ในประเทศจีน ด้วยระยะทางเฉลี่ยประมาณ 2,400 กิโลเมตร ภายในระยะเวลาเพียง 1 – 2 สัปดาห์ แถมมีจุดพักระหว่างทาง ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และเวียดนาม ที่สำคัญ คือ เครือข่ายการอพยพนี้ได้เชื่อมโยงพื้นที่วิวัฒนาการของไวรัสบนที่ราบสูงของจีน เข้ากับพื้นที่การเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง
นักวิจัยสามารถระบุ จุดแวะพักระหว่างการอพยพ (stopover sites) ของนกนางนวลธรรมดาได้ทั้งหมด 12 แห่ง โดยแบ่งเป็น 6 แห่งในช่วงอพยพฤดูใบไม้ร่วง (autumn migration) และ 6 แห่งในช่วงอพยพฤดูใบไม้ผลิ (spring migration) จุดแวะพักทั้งหมดตั้งอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ
ในช่วงการอพยพฤดูใบไม้ร่วง นกส่วนใหญ่ใช้เส้นทางผ่านทะเลสาบตงจีโคนา (Donggi C**a lake), ทะเลสาบนาปา (Napa lake) และ สวนปินเหอ (Binhe park) ในประเทศจีน รวมทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำริมแม่น้ำอิรวดี (Irrawaddy river wetlands) และอ่างเก็บน้ำตะผานเซก (Thaphanzeik reservoir) ในประเทศเมียนมาร์ เป็นจุดพักระหว่างทาง โดยจะใช้เวลาพักในแต่ละแห่งประมาณ 2 – 11 วัน
ในช่วงการอพยพฤดูใบไม้ผลิ จุดแวะพักที่ตรวจพบ ได้แก่ ปากแม่น้ำย่างกุ้ง (Yangon estuary) ในประเทศเมียนมาร์ อ่าวเบงกอล (Bay of Bengal) สวนปินเหอ (Binhe park) และ ลุ่มแม่น้ำยาร์ลุงซางโป (Yarlungzangbo river basin) ในประเทศจีน ระยะเวลาการหยุดพักในแต่ละจุดประมาณ 2–15 วัน
นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบความแตกต่างของพฤติกรรมของการอพยพอย่างชัดเจน กล่าวคือในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือขากลับขึ้นเหนือ นกนางนวลธรรมดามักเลือกใช้การบินต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก (non-stop migration) โดยมีเพียง 2 จาก 6 ตัว ที่ใช้จุดแวะพักระหว่างทาง เข้าใจว่าต้องรีบกลับไปจับจองพื้นที่ทำรังวางไข่เพื่อรอจับคู่ ขณะที่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือขาลงใต้ นกส่วนใหญ่ 6 จาก 9 ตัว มีการหยุดพักอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนเดินทางต่อ ไปยังแหล่งอาศัยในฤดูหนาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บินอพยพแบบเรื่อย ๆ ไม่รีบ เพราะมีเวลาเหลือมากและจุดหมายปลายทางก็ชัดเจนอยู่แล้ว
จากนั้นเมื่อเราข้อมูลจากการติดตามตำแหน่งนกด้วย GPS เข้ากับการวิเคราะห์สายวิวัฒนาการของไวรัส ด้วยวิธีการทางสถิติและชีวสารสนเทศที่ใช้ศึกษาประวัติการแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลรหัสพันธุกรรมควบคู่ไปกับพิกัดสถานที่แบบแบ่งกลุ่ม (discrete locations) เพื่อสร้างแผนภาพวิวัฒนาการ (phylogenetic tree) พร้อมระบุทิศทางการแพร่กระจาย หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Bayesian discrete phylogeography ทำให้นักวิจัยจากประเทศจีน พบว่าการเคลื่อนที่ของไวรัสไข้หวัดนก มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการอพยพของนกนางนวลธรรมดาอย่างชัดเจน
เพราะระหว่างปี พ.ศ. 2564 – 2567 มีการตรวจพบ “การนำเข้าไวรัส HPAI H5Nx สู่ที่ราบสูงชิงไห่–ทิเบต” จากนกในธรรมชาติ 3 ครั้ง ได้แก่ กลุ่ม 2021-H5N8 I, กลุ่ม 2021-H5N8 II และ กลุ่ม 2022-H5N1 ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากไวรัสไข้หวัดนกที่ตรวจพบในนกนางนวลธรรมดา โดยเฉพาะกลุ่ม 2022-H5N1 ซึ่งมีรูปแบบการแพร่กระจายสอดคล้องอย่างมากกับจุดพักระหว่างทางทั้ง 12 แห่งในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมถึงช่วงเวลาการอพยพตามฤดูกาลของนกชนิดนี้อีกด้วย
มีข้อพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่า “นกนางนวลธรรมดา” สามารถเป็นพาหะของไวรัสไข้หวัดนก ได้แก่ การทดลองในห้องปฏิบัติการของประเทศจีนพบว่านกนางนวลธรรมดาสามารถรอดชีวิตหลังติดเชื้อ H5N1 และยังคงขับถ่ายไวรัสออกมาได้ต่อเนื่องหลายวัน, คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เก็บตัวอย่างเลือดนกนางนวลธรรมดา จากสถานพักตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ตรวจพบแอนติบอดีต่อ influenza A ประมาณ 6.6% แสดงว่านกตัวนั้นเคยสัมผัสเชื้อไวรัส Influenza A และรอดชีวิตจากการติดเชื้อ
ด้วยคุณลักษณะเหล่านี้ ทำให้นกนางนวลธรรมดาถูกจัดเป็น “พาหะตัวเชื่อม หรือ Bridging Host” เนื่องจากนกสามารถติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกโดยไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที จึงยังคงบินอพยพได้เป็นระยะทางไกล สามารถไปรวมฝูงกับนกชนิดอื่นตามจุดพักในประเทศต่าง ๆ ระหว่างทางอพยพ และอาจถ่ายทอดไวรัสไข้หวัดนกไปสู่เครือข่ายสัตว์ปีกที่เลี้ยงเพื่อการบริโภคตามเส้นทางการอพยพได้
สำหรับประเทศไทย ในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม – เมษายนของปีถัดไป เราสามารถพบนกนางนวลธรรมดา (brown-headed gull; Chroicocephalus brunnicephalus) กระจายตัวตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลและพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่ง สถานภาพทางธรรมชาติ คือ นกอพยพที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูหนาว อ้างอิงจากผลการสำรวจโดยกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระหว่างเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ในพื้นที่ชุ่มน้ำ 154 แห่งทั่วประเทศไทย พบว่าเป็นแหล่งอาศัยของนกนางนวลธรรมดา จำนวน 32 แห่ง และผลการสำรวจในครั้งนั้น พบว่ามีจำนวนประชากรนกนางนวลธรรมดามากถึง 14,787 ตัว
แหล่งสำคัญที่นกมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ได้แก่ สถานพักตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ถือแหล่งอาศัยของนกนางนวลธรรมดาที่ใหญ่สุดของประเทศไทย และเป็นจุดศึกษาวิจัยนกในระยะยาวที่พบว่าแต่ละปี มีนกมาพำนักตลอดช่วงฤดูหนาวมากถึง 5,000 ถึง 8,000 ตัว แต่เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 สามารถนับจำนวนนกนางนวลธรรมดาได้เพียง 2,103 ตัว จากนกน้ำทั้งหมดกว่า 3,500 ตัวในพื้นที่, อ่าวไทยตอนใน ได้แก่ โคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร ดอนหอยหลอดจังหวัดสมุทรสงคราม บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี, อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์, อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง และอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี
กรอบการวิเคราะห์ในเรื่องนี้ ที่ผสานข้อมูลพฤติกรรมการอพยพของนกเข้ากับข้อมูลจีโนมของไวรัส
(phylodynamic framework) แสดงให้เห็นว่าการแพร่กระจายของไวรัสไข้หวัดนก H5 ในระดับโลก ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวงจรชีวิต และการอพยพประจำปีของนกน้ำ ดังนั้นการเฝ้าระวังโรคเพียงรอการตรวจสอบสัตว์ปีกที่ตายอาจสายเกินไป
แต่การติดตามเฝ้าระวังโรคเชิงรุกในชนิดพันธุ์ที่น่าจับตามอง เช่น นกนางนวลธรรมดา ด้วยระบบติดตามตำแหน่งสัญญาณดาวเทียม GPS ร่วมกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลของเครือข่ายระหว่างประเทศ จะช่วยสร้าง "เส้นทางเตือนภัยล่วงหน้า" (early warning corridors) เพราะการทำแผนที่เส้นทางการบินอพยพของนกเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยปกป้องเศรษฐกิจด้านปศุสัตว์และการเกษตรของประเทศที่อยู่ตามเส้นทางการอพยพ แต่ยังช่วยอนุรักษ์ประชากรของนกป่า ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อข้ามชนิด (spillover) และเพิ่มประสิทธิภาพในการเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับการระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอีกด้วย
และทั้งหมดนี้กล่าวมานี้เป็น “หน้าที่ของสัตวแพทย์ด้านระบาดวิทยาและ one health” นั่นเอง
อ่านบทความบนเว็บไซต์พร้อมดูภาพประกอบได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2625
บทความโดย : เรื่องและภาพ: น.สพ.เกษตร สุเตชะ - คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

ที่อยู่

68/932 Moo 8 Soi 28
Bangkok
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6629655020

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ VPN Magazineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง VPN Magazine:

ทางลัด

แชร์

ประเภท