VPN Magazine นิตยสารรายเดือน และ E-magazine สำหรับสัตวแพทย์
สมัครสมาชิกที่ www.readvpn.com
Line :

VPN (Veterinary Practitioners NEWS)
นิตยสารรายเดือนสำหรับสัตวแพทย์

ออกทุกวันที่ 15 ของเดือน

สามารถติดต่อสั่งซื้อ/สมัครสมาชิกใหม่/ต่ออายุสมาชิก
ได้ผ่านทาง LINE@
แค่คลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40vpnmagazine
หรือ Line ID : (มี@ด้วย)

เบาหวาน (diabetes mellitus, DM) เป็นภาวะที่ร่างกายสัตว์ไม่สามารถควบคุมระดับกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้มี...
29/09/2025

เบาหวาน (diabetes mellitus, DM) เป็นภาวะที่ร่างกายสัตว์ไม่สามารถควบคุมระดับกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้มีระดับกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ เบาหวานเป็นโรคของระบบต่อมไร้ท่อและระบบทางเดินอาหาร มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของตับอ่อนในการสร้างหรือมีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ลดลง หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินที่ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้กระบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตผิดปกติ ส่งผลให้ระดับกลูโคสในเลือดสูงเรื้อรังจากการที่ไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้ได้ตามปกติ อันจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคไต โรคระบบประสาท และโรคตา หากไม่ได้รับการแก้ไข
ใน VPN ฉบับที่ 276 นี้ จึงขอนำเสนอยาลดระดับกลูโคสในเลือดกลุ่มใหม่ที่น่าสนใจสำหรับสัตวแพทย์ที่กำลังดูแลรักษาแมวป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes mellitus) หรือเรียกว่าเป็น DM type II เบาหวานชนิดนี้เป็นชนิดหลักที่พบในแมวซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุเช่น ความอ้วน (แมวที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 4 กก.) กรรมพันธุ์ โรคตับอ่อนอักเสบ หรือมีประวัติการได้รับยากลุ่ม steroid เป็นต้น โดยเบาหวานชนิดนี้พบว่าตับอ่อนยังสามารถสร้าง insulin ได้ แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือสร้าง insulin ได้แต่ไม่ออกฤทธิ์หรือที่เรียกว่าเป็นภาวะดื้ออินซูลิน จึงทำให้มีระดับกลูโคสในเลือดสูง ยากลุ่มใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองจาก FDA คือ SGLT2 inhibitors ตัวยาที่ใช้ในแมวได้แก่ bexagliflozin และ velagliflozin
Bexagliflozin และ Velagliflozin
เป็นยาควบคุมระดับกลูโคสในเลือดสำหรับแมวที่มีภาวะเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน โดยต้องเป็นแมวที่มีร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการทางคลินิกที่รุนแรง และยังไม่เคยได้รับการรักษาด้วยอินซูลิน
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
ยาออกฤทธิ์ยับยั้ง sodium-glucose co-transporter 2 (SGLT2) ซึ่งเป็นโปรตีนขนส่งบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ ทำหน้าที่ดูดกลับกลูโคสจากการกรองผ่านไตบริเวณ glomerulus เข้าสู่กระแสเลือด (ภาพที่ 1) เมื่อ SGLT2 ถูกยับยั้งการทำงานจะส่งผลให้ลดการดูดกลับของกลูโคส และเกิดการขับกลูโคสออกจากร่างกายเพิ่มขึ้นทางปัสสาวะ
เภสัชจลนศาสตร์
สำหรับ bexagliflozin ยาถูกดูดซึมได้ดีเมื่อให้ทางการกินทั้งก่อนและหลังอาหาร ระดับยาสูงสุดในพลาสมาพบที่ 0.5 – 2 ชม. หลังการกินยา มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 5 ชม.
สำหรับ velagliflozin ยาถูกดูดซึมได้ดีเมื่อให้ทางการกินทั้งก่อนและหลังอาหาร ระดับยาสูงสุดในพลาสมาพบที่ 0.6 – 1 ชม. หลังการกินยา มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 4.5 - 6.4 ชม.
การใช้ในทางคลินิก
Bexagliflozin และ velagliflozin มีข้อบ่งใช้เช่นเดียวกันคือ ควบคุมระดับกลูโคสในเลือดสำหรับแมวที่มีภาวะเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน
รูปแบบยา
เป็นยาชนิดกินแต่ต่างกันที่รูปแบบยาดังนี้
- Bexagliflozin ยาเม็ดเคี้ยว (chewable tablet) ความแรง 15 มก./เม็ด
- Velagliflozin ยาน้ำเข้มข้น 15 มก./มล.
ขนาดยาที่ใช้
- Bexagliflozin: 15 มก./ ตัว กินทุก 24 ชม. สำหรับแมวน้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 3 กก.
- Velagliflozin: 1 มก./กก. กินทุก 24 ชม.
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง ข้อควรระวังในการใช้ยาทั้งสองตัวนี้ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2448
บทความโดย : รศ. สพ.ญ. ดร.ปิยะรัตน์ จันทร์ศิริพรชัย - ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

สัมมนาออนไลน์ รับ 1 CE🎉อัปเดตความรู้ทางวิชาการในการจัดการเห็บและโรคจากเห็บ ในหัวข้อFrom ticks to treatment: A Practical ...
29/09/2025

สัมมนาออนไลน์ รับ 1 CE🎉
อัปเดตความรู้ทางวิชาการในการจัดการเห็บและโรคจากเห็บ ในหัวข้อFrom ticks to treatment: A Practical Guide to Managing Canine Vector-Borne Disease
บรรยายโดย ผศ.น.สพ.ภูดิท มณีสาย
✅ สัมมนาออนไลน์ทาง Zoom
✅ วันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 13:00-14:00 น.
เข้าร่วมสัมมนา https://shorturl.at/ls1PC

Dopaminergic D2 Antagonist Drugsยากลุ่มนี้ ได้แก่ metoclopramide และ domperidone ตัวยาจะออกฤทธิ์หลักเป็น dopaminergic D2...
26/09/2025

Dopaminergic D2 Antagonist Drugs
ยากลุ่มนี้ ได้แก่ metoclopramide และ domperidone ตัวยาจะออกฤทธิ์หลักเป็น dopaminergic D2 antagonists ทั้งในส่วนของฤทธิ์ prokinetic ที่ทางเดินอาหาร และยังออกฤทธิ์ที่ chemoreceptor trigger zone (CRTZ) ช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ดี
นอกจากนี้ metoclopramide ยังมีผลต่อ peripheral 5-HT3 receptor antagonist และ 5-HT4 receptor agonist ร่วมด้วย ตัวยาจะออกฤทธิ์หลักที่ทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเฉพาะกระเพาะอาหาร สามารถใช้ได้ผลดี ทั้งในสุนัข และแมว
สำหรับการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการเพิ่ม gastric emptying time ระหว่างทั้งสองตัวยา ยังให้ข้อสรุปที่ไม่ชัดเจน แต่มีรายงานว่า domperidone สามารถลดอาการอาเจียนจากฤทธิ์ของ apomorphine trigger CRTZ ได้ดีกว่า metoclopramide 12-25 เท่า
ขนาดยาที่แนะนำ :
Metoclopramide
- 0.2-0.5 mg/kg PO, IV ทุก 8 ชั่วโมง
- ให้แบบ CRI ที่ 0.01-0.02 mg/kg/hr
- แบบ Titrate ให้ไม่เกิน 8 mg/kg/day,
Domperidone
- 0.05-0.1 mg/kg PO ทุก 12 ชั่วโมง (1, 6)
ผลข้างเคียง : กล้ามเนื้อหดเกร็งผิดปกติ กระวนกระวาย หรือพฤติกรรมเปลี่ยน ดูก้าวร้าวขึ้น
นี่คือคอลัมน์ Glimpse ที่จะพาไปแอบส่องไฮไลท์ของบทความต่างๆ โดยสามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2423
บทความโดย : น.สพ.กฤตณัฐ กนิษฐกุล
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

ระบบทางเดินอาหารของสัตว์เลี้ยงนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบที่ใช้ในการส่งผ่านอาหารเพื่อทำการย่อยและดูดซึมอาหารเท่านั้น แต่ย...
25/09/2025

ระบบทางเดินอาหารของสัตว์เลี้ยงนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบที่ใช้ในการส่งผ่านอาหารเพื่อทำการย่อยและดูดซึมอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลชีพจำนวนมหาศาลหรือที่เรียกว่า gut microbiota อีกด้วย ซึ่งกลุ่มจุลชีพเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย อาร์เคีย รา ไวรัส หรือโปรโตซัว ก็ล้วนมีบทบาทที่สำคัญต่อสุขภาพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสมบูรณ์ของเยื่อบุลำไส้และการป้องกันเชื้อก่อโรค การกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การเคลื่อนที่ของทางเดินอาหาร การผลิตของสารต่อต้านการอักเสบ การเปลี่ยนแปลงกรดน้ำดีเพื่อช่วยในการดูดซึมสารอาหาร รวมไปถึงความสามารถในการย่อยและสังเคราะห์สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามิน หรือกรดไขมันสายสั้น
และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ได้แสดงถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มจุลชีพเหล่านี้ที่มีผลต่อการดำรงชีวิตด้านอื่น ๆ ของสัตว์ เช่น ความต้องการพลังงานและการเผาผลาญของร่างกาย การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ตำแหน่งอื่น ๆ ไปจนถึงการพัฒนาทางระบบประสาทอันเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมสัตว์ ทำให้กลุ่มจุลชีพเหล่านี้เปรียบได้กับ “อวัยวะลับ” ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั่นเอง
ในสภาวะปกติจุลชีพเหล่านี้จะอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล แต่หากถูกรบกวนหรือมีปัจจัยต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องก็จะส่งผลให้เกิดภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในทางเดินอาหาร หรือที่เรียกว่า intestinal dysbiosis ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาภายในระบบทางเดินอาหารแล้ว ยังเกี่ยวพันกับปัญหาทางร่างกายด้านอื่น ๆ ของสัตว์อีกด้วย เช่น การเกิดการอักเสบของร่างกาย โรคอ้วน กลุ่มอาการเมตาบอลิก และความผิดปกติทางอารมณ์ ทำให้การรักษาสมดุลของจุลชีพถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการดูแลสุขภาพโดยรวมของสัตว์เลี้ยง
สมดุลและบทบาทของจุลชีพในลำไส้ในสภาวะปกติ
อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าในระบบทางเดินอาหารนั้นประกอบไปด้วยจุลชีพที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแบคทีเรียซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดและมีองค์ประกอบแตกต่างกันไปในแต่ละตัว ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระดับโมเลกุล เช่น next-generation sequencing (NGS) ทำให้สามารถศึกษาลักษณะประชากรจุลชีพในทางเดินอาหารได้ละเอียดขึ้น พบว่าแบคทีเรียมากกว่า 99% ในลำไส้ของสุนัขและแมวอยู่ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ Firmicutes, Bacteroidetes, Proteobacteria, Fusobacteria และ Actinobacteria
แบคทีเรียในกลุ่ม Firmicutes, Bacteroidetes และ Actinobacteria ส่วนใหญ่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยมีบทบาทสำคัญในการย่อยเส้นใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตให้เป็นกรดไขมันสายสั้น ซึ่งเป็นทั้งแหล่งพลังงานที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ และมีคุณสมบัติปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้เป็นกรดเพื่อยับยั้งการเจริญของเชื้อก่อโรค นอกจากนี้ยังเป็นพลังงานให้กับเซลล์เยื่อบุผิวลำไส้เพื่อซ่อมแซมและสร้างชั้นเยื่อบุใหม่ รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
ส่วน Fusobacteria และ Proteobacteria แม้จะมีปริมาณน้อยกว่า แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของลำไส้ โดยช่วยย่อยสลายโปรตีนและกรดอะมิโนเพื่อผลิตกรดไขมันสายสั้น และมีส่วนในกระบวนการย่อยสลายยูเรีย อย่างไรก็ตาม แบคทีเรียบางชนิดในกลุ่มนี้อาจก่อโรคได้ เช่น Fusobacterium nucleatum ที่สัมพันธ์กับการอักเสบของลำไส้ หรือ Escherichia coli ที่ผลิตสารพิษกระตุ้นการอักเสบ ซึ่งหากพบปริมาณของแบคทีเรียกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติมักเป็นสัญญาณของภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้
อีกบทบาทที่สำคัญของแบคทีเรียในลำไส้คือ การเปลี่ยนกรดน้ำดีปฐมภูมิ (cholic acid และ chenodeoxycholic acid) ที่ผลิตขึ้นจากตับและหลั่งเข้ามาในลำไส้ให้กลายเป็นกรดน้ำดีทุติยภูมิ (lithocholic acid, deoxycholic acid, ursodeoxycholic acid) ที่บริเวณลำไส้ใหญ่ กรดน้ำดีทุติยภูมิเหล่านี้ช่วยต้านการอักเสบในลำไส้ ยับยั้งการเจริญของเชื้อก่อโรค เช่น C. difficile, C. perfringens และ E. coli รวมทั้งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจำเพาะ
นิยามและกลไกการเกิดภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้
องค์ประกอบของจุลชีพในลำไส้ของสัตว์แต่ละตัว แม้จะเป็นชนิดเดียวกัน ก็สามารถแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ อายุ การได้รับยา อาหาร ภาวะสุขภาพ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่น เช่น ความเครียด รูปแบบการเลี้ยงดู สถานที่อยู่อาศัย และการสัมผัสกับสัตว์อื่นหรือแม้แต่เจ้าของ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนจุลชีพระหว่างกันได้ นอกจากนี้ภายในสัตว์ตัวเดียวกัน องค์ประกอบของจุลชีพก็แตกต่างกันตามตำแหน่งของทางเดินอาหาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณสารอาหาร ความเป็นกรด–ด่าง และปริมาณออกซิเจนในแต่ละส่วน ดังที่แสดงในภาพที่ 1 ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมสมดุลจุลชีพ แต่เมื่อใดที่ปัจจัยดังกล่าวถูกรบกวนหรือเปลี่ยนแปลง ก็อาจนำไปสู่ภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้ (ภาพที่ 2 - ดูภาพได้ที่บทความบนเว็บไซต์)
ทั้งนี้นิยามของภาวะเสียสมดุลจุลชีพในลำไส้นั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของจำนวนหรือความหลากหลายของจุลชีพแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความผิดปกติในการย่อยและสังเคราะห์สารต่าง ๆ และการกระจายตัวที่ผิดปกติไปของแบคทีเรียในลำไส้ (17) โดยสามารถแบ่งภาวะเสียสมดุลจุลชีพในลำไส้ได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ดังนี้
1. ความหลากหลายของจุลชีพในทางเดินอาหารลดลง
2. ปริมาณจุลชีพที่มีประโยชน์ลดลง
3. การเพิ่มขึ้นของจุลชีพก่อโรค
โดยส่วนใหญ่แล้วในทางคลินิกมักจะพบทั้ง 3 รูปแบบร่วมกัน เช่น พบการเพิ่มขึ้นของ Proteobacteria และการลดลงของกลุ่ม Fusobacteria, Bacteroidetes และ Firmicutes ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้การผลิตกรดไขมันสายสั้นลดลง ซึ่งเมื่อความเป็นกรดด่างภายในลำไส้สูงขึ้นก็จะทำให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญของเชื้อก่อโรค โดยเชื้อก่อโรคนั้นสามารถทำลาย tight junction ของเยื่อบุลำไส้และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามมา นอกจากนี้การลดลงของ Peptacetobacter (Clostridium) hiranonis จะลดความสามารถในการเปลี่ยนกรดน้ำดีปฐมภูมิเป็นทุติยภูมิ ส่งผลให้กรดน้ำดีปฐมภูมิคงอยู่ในปริมาณสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะท้องเสียแบบ secretory diarrhea
ทั้งนี้ภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้สามารถเป็นได้ทั้งสาเหตุโดยตรงของอาการท้องเสีย หรือเป็นภาวะที่เกิดตามมาจากโรคทางเดินอาหารอื่น ดังนั้นเมื่อพบสัตว์มีอาการท้องเสีย ควรพิจารณาวินิจฉัยและรักษาภาวะนี้ควบคู่กับโรคหลักที่เป็นสาเหตุให้สัตว์มีอาการดังกล่าว
การวินิจฉัยภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้
แม้ส่วนใหญ่สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้จะมาจากแบคทีเรีย แต่การวินิจฉัยด้วยการเพาะเชื้อนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่างเนื่องด้วยจุลชีพในลำไส้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีการใช้ออกซิเจน ทำให้เราไม่สามารถตรวจหาจุลชีพเหล่านั้นด้วยการเพาะเชื้อแบบปกติได้ แต่อย่างไรก็ตาม การเพาะเชื้อยังมีประโยชน์ในบางกรณี เช่น สงสัยการติดเชื้อ Salmonella spp. หรือ Campylobacter jejuni เป็นต้น และสามารถใช้ทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะได้
วิธีที่ครอบคลุมกว่าในการประเมินองค์ประกอบจุลชีพ คือการตรวจเชิงโมเลกุล เช่น การหาลำดับยีน 16S ribosomal RNA ของแบคทีเรีย ซึ่งสามารถระบุชนิดและองค์ประกอบของจุลชีพได้ละเอียดกว่า แต่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนสูง ใช้เวลานาน และจำเป็นต้องใช้เครื่องมือชีวสารสนเทศ (bioinformatics tools) เพื่อประมวลผลและรายงานข้อมูล
ภายหลังจึงมีการศึกษาและพัฒนา Dysbiosis Index ขึ้นมาใช้ในสุนัข (18) และแมว (19) โดยใช้การทดสอบเชิงปริมาณด้วยวิธี PCR เพื่อประเมินจุลชีพในทางเดินอาหารของสัตว์เลี้ยง โดยจะวัดปริมาณของแบคทีเรียในทางเดินอาหาร 7 กลุ่ม (ตารางที่ 1) ที่มักเปลี่ยนแปลงในภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือหลังใช้ยาปฏิชีวนะ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเพื่อคำนวณเป็นคะแนน ค่า index ที่สูงบ่งบอกถึงความหลากหลายของจุลชีพลดลง อย่างไรก็ดีการทดสอบนี้ต้องส่งตรวจในห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง (ปัจจุบันยังไม่มีในประเทศไทย) จึงใช้ได้จำกัดในงานวิจัยมากกว่าทางคลินิก
เนื่องด้วยข้อจำกัดในการตรวจวัดปริมาณจุลชีพในลำไส้โดยตรง การประเมินทางอ้อมด้วยการตรวจระดับ folate (วิตามินบี 9) และ cobalamin (วิตามินบี 12) ในกระแสเลือดจึงเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการวินิจฉัยในทางคลินิก โดยเมื่อเกิดภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้มักทำให้พบว่ามีระดับของ cobalamin ในกระแสเลือดลดลงได้เนื่องจากมีแบคทีเรียที่มาแย่งใช้และจับกับ cobalamin ในลำไส้ ทำให้ปริมาณของ cobalamin ที่ลำไส้เล็กส่วนท้ายดูดซึมได้น้อยลง
ในขณะเดียวกันเมื่อเกิดภาวะเสียสมดุลของจุลชีพ folate ก็จะถูกสังเคราะห์เพิ่มมากขึ้นจากแบคทีเรียหลายชนิด ทำให้ลำไส้เล็กส่วนต้นสามารถดูดซึม folate ได้มากขึ้นและพบภาวะ folate ในกระแสเลือดสูงได้ อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีความไวต่ำ งานวิจัยพบว่าสุนัขที่มีภาวะเสียสมดุลของจุลชีพมีเพียง 50% ที่พบว่า folate ในกระแสเลือดสูง และ 25% ที่พบว่า cobalamin ในกระแสเลือดต่ำลง นอกจากนี้ระดับ folate หรือ cobalamin ที่ผิดปกติอาจเกิดจากโรคระบบทางเดินอาหารอื่น เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง เนื้องอกในลำไส้ หรือโรคตับอ่อน จึงควรตีความผลอย่างระมัดระวัง
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่องการรักษาและการจัดการภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้ ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2457
บทความโดย : สพ.ญ.ณัฐพร ฉายสกุล
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

24/09/2025

พบกับ..คุณหมอขอถาม ตอนที่ 5 คุยเรื่องโรคทางเดินอาหารกับคุณหมอแป้ง “ภาวะ Pancreatitis ในแมว เลือกอาหารประกอบการรักษาโรคทางเดินอาหาร หรือ Hydrolyzed Protein”
หากคุณหมอรับชมผ่านทาง Line Official : Hill’s School
https://liff.line.me/1655777360-KN9rklAl
ในหัวข้อ “กิจกรรม” รับไปเลย ง่าย ๆ 10 คะแนน
เพียงดูจนจบ 🤩
สำหรับคุณหมอที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน Hill’s School
โปรดลงทะเบียนที่เมนูด้านล่างก่อนนะคะ
#คุณหมอขอถาม #ฮิลส์ขอตอบ

สุนัขที่มีภาวะตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) มักไม่อยากอาหาร ปวดเกร็งท้อง และมีอาการผิดปกติทางคลินิกของระบบทางเดินอาหารร่ว...
23/09/2025

สุนัขที่มีภาวะตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) มักไม่อยากอาหาร ปวดเกร็งท้อง และมีอาการผิดปกติทางคลินิกของระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น อาเจียน การเก็บข้อมูลของทีมสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยรัฐมิสซิสซิปปี ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ร้อยละ 24 ของสุนัขที่มีอาการคลินิกดังกล่าวมีภาวะตับอ่อนอักเสบ ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้อง วางตัวอยู่ด้านท้ายของกระเพาะอาหาร (caudal to stomach) ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมน (เช่น insulin glucagon และ somatostatin) และเอนไซม์ รวมถึงสารตั้งต้นในการย่อยอาหารประเภทไขมัน, คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของโรคตับอ่อนอักเสบในสุนัขได้อย่างแน่ชัด (Idiopathic disease) จากการทบทวนงานวิจัยพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคตับอ่อนอักเสบในสุนัขนั้นมีหลากหลาย เช่น การได้รับอาหารที่มีไขมันสูง ยาบางชนิด (เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์) โรคบางชนิด (เช่น เบาหวาน) เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มักโน้มนำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์จากตับอ่อนอย่างไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดการย่อยทำลายเซลล์ของตับอ่อนเอง และเกิดการอักเสบแบบรุนแรงของเนื้อเยื่อต่างๆในที่สุด
โรคตับอ่อนอักเสบในสุนัข มีทั้งแบบเฉียบพลัน (acute pancreatitis) และแบบเรื้อรัง (chronic pancreatitis) สุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบแบบเฉียบพลันนั้นมีโอกาสที่จะรักษาหายได้มากกว่า แต่มักมีอัตราการตายที่สูงกว่า ในขณะเดียวกันสุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบแบบเรื้อรังนั้นมักมีปัญหาการปวดท้องแบบเรื้อรัง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตในระยะยาวของสุนัขแย่ลง การดูแลรักษาสุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรังนั้นมักเป็นการรักษาในลักษณะการประคับประคอง (supportive treatment) การรักษาตามอาการ (symptomatic treatment) ร่วมกับการดูแลโภชนาการ
สำหรับการดูแลโภชนาการในสุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบนั้น อาจสรุปประเด็นได้ดังต่อไปนี้
สุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบควรได้รับสารอาหารโดยเร็ว ในอดีตสัตวแพทย์มักใช้การอดอาหาร (Fasting) เพื่อลดการทำงานของตับอ่อน โดยคาดหวังให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อลดลง แต่อย่างไรก็ตามการอดอาหารกลับส่งผลให้เซลล์ของระบบทางเดินอาหารเสียหาย นำไปสู่การทำงานอย่างผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ทีมสัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสุนัขที่ป่วยเป็นโรคตับอ่อนอักเสบที่ได้รับอาหารตั้งแต่ 48 ชั่วโมงแรกของการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลนั้นมีแนวโน้มที่จะสามารถกลับไปกินอาหารเองได้เร็วกว่าสุนัขที่ไดสุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบควรได้รับสารอาหารโดยเร็ว
ในอดีตสัตวแพทย์มักใช้การอดอาหาร (Fasting) เพื่อลดการทำงานของตับอ่อน โดยคาดหวังให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อลดลง แต่อย่างไรก็ตามการอดอาหารกลับส่งผลให้เซลล์ของระบบทางเดินอาหารเสียหาย นำไปสู่การทำงานอย่างผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ทีมสัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสุนัขที่ป่วยเป็นโรคตับอ่อนอักเสบที่ได้รับอาหารตั้งแต่ 48 ชั่วโมงแรกของการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลนั้นมีแนวโน้มที่จะสามารถกลับไปกินอาหารเองได้เร็วกว่าสุนัขที่ได้รับอาหารหลังจากนั้น
สารอาหารที่เหมาะสม
- พลังงาน ในระยะแรกของการป่วยหากสุนัขปฏิเสธอาหารต่อเนื่อง 3 วัน หรือไม่ได้รับอาหารที่เพียงพอภายใน 3 – 5 วัน แนะนำให้สัตวแพทย์พิจารณาให้อาหารสุนัขผ่านทางสายยาง เช่น nasogastric tube โดยในวันแรกของการให้อาหารสุนัขผ่านทางสายยาง สุนัขควรได้รับอาหารที่มีพลังงานเพียง 25% ของ resting energy requirement (RER; 70 X body weightkg^0.75) จากนั้นจึงค่อยพิจารณาให้อาหารเพิ่มขึ้นในวันต่อไปจนครบ 100% ของ RER แต่อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์ควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่มีพลังงานเกิน RER หลังจากนั้นหากสุนัขสามารถกินอาหารได้เองแล้ว สุนัขควรได้รับอาหารที่มีพลังงานเพียงพอกับความต้องการพลังงานต่อวัน (Daily Energy Requirement) เพื่อป้องกันการเกิด Negative energy balance ซึ่งจะส่งผลเสียต่อตับอ่อน
- ไขมัน สุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบนั้นควรได้รับอาหารไขมันต่ำ (1.7-2.9 g/100 kcal) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง (> 5 g /100 kcal) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกของการรักษา ทั้งนี้หากพบว่าสุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่รักษาหายแล้วมีแนวโน้มกลับมาเป็นโรคตับอ่อนอักเสบอีก สัตวแพทย์สามารถพิจารณาให้อาหารไขมันต่ำแก่สุนัขนั้นต่อเนื่องได้
ไฟเบอร์ ควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่มีไฟเบอร์สูง (>2g/100 kcal) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสุนัขที่มีการอาเจียน เนื่องจากไฟเบอร์ที่สูงเกินไปจะส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารบีบตัวช้าลง
กรณีสุนัขป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบร่วมกับโรคอื่น
- โรคอ้วน (Obesity) หากสุนัขมีภาวะโรคอ้วนร่วมด้วย อาจพิจารณาให้อาหารที่มีไขมันน้อยลงอีก (8)
- โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease) การจัดการโภชนาการในสุนัขที่มีโรคตับอ่อนอักเสบร่วมกับโรคไตเรื้อรังนั้นค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากอาหารโรคไตส่วนมากมักมีส่วนผสมของไขมันสูง ดังนั้นแล้วสัตวแพทย์อาจต้องพิจารณาเลือกอาหารไขมันต่ำที่มีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำ หรือปริมาณโปรตีนต่ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสุนัขแต่ละตัว
- โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) การจัดการโภชนาการในสุนัขที่มีโรคตับอ่อนอักเสบร่วมกับโรคเบาหวานนั้น ให้อ้างอิงจาก Body Condition Score (BCS) เป็นหลัก
การจัดการโภชนาการนั้นถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักในการดูแลสุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบ โดยควรเลือกอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอ ไขมันต่ำ เยื่อใยต่ำ ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันกลับมาเป็นอีก และช่วยให้สุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อนเรื้อรังมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง
อ่านบทความบนเว็บไซต์และดาวโหลด PDF (สมาชิกฟรีก็อ่านได้) ได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2460

ครั้งแรกในประเทศไทยกับการยกระดับมาตรฐานการดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยสเต็มเซลล์ PetGeneX ธนาคารสเต็มเซลล์สำหรับสัตว์เลี้ยง และสำ...
23/09/2025

ครั้งแรกในประเทศไทยกับการยกระดับมาตรฐานการดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยสเต็มเซลล์ PetGeneX ธนาคารสเต็มเซลล์สำหรับสัตว์เลี้ยง และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ร่วมกับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” จัดงานเสวนา “ครั้งแรกของนวัตกรรมสเต็มเซลล์ในสัตว์เลี้ยง PetGeneX Future Health, Forever Love”
นำเสนอองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูและยืดอายุขัยของสัตว์เลี้ยง ตอบรับเทรนด์ Pet Parenting ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ สอดคล้องกับข้อมูลจากเคทีซีที่พบว่าสมาชิกมีการใช้จ่ายในหมวดสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มียอดรวมกว่า 730 ล้านบาทในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าความรักต่อสัตว์เลี้ยงวันนี้ถูกยกระดับจากการดูแลทั่วไป สู่การลงทุนด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมก่อตั้ง PetGeneX กล่าวว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ผสานกับนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญ ไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาโรค แต่คือการมอบโอกาสใหม่ให้สัตว์เลี้ยงได้มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ เพื่อให้พวกเขายังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และได้อยู่เคียงข้างคนที่รักไปตราบนานที่สุด PetGeneX คือ ธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ให้บริการคัดแยก เพาะเลี้ยง และจัดเก็บสเต็มเซลล์ด้วยมาตรฐานระดับสากล เรานำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับระบบชีวภาพของสัตว์เลี้ยง โดยเน้นการเก็บรักษาเซลล์ต้นกำเนิดจากแหล่งสำคัญ เช่น เลือด ไขมัน และสายสะดือ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการดูแลรักษาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน ISO 9001:2015 และ ISO 13485:2016 เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพสูงสุดของการจัดเก็บสเต็มเซลล์ รองรับการเก็บรักษาได้ยาวนานสูงสุดถึง 20 ปี ซึ่งไม่เพียงเป็นการปกป้องสุขภาพในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างยั่งยืนในอนาคต
ดร.พงศกร กันหอม นักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และผู้ร่วมก่อตั้ง PetGeneX เปิดเผยว่า เราทำหน้าที่หลักในการดูแลสเต็มเซลล์ของสัตว์เลี้ยงให้อยู่ในสภาวะที่ดีที่สุด ด้วยมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่เข้มงวด เพราะเราเชื่อว่าทุกเซลล์ที่แข็งแรงและพร้อมใช้งาน คือการสร้างความมั่นใจให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงว่าพวกเขายังมีทางเลือกและความหวังสำหรับการดูแลสุขภาพของเพื่อนที่เขารักมากที่สุด โดยในเชิงการแพทย์ เซลล์ต้นกำเนิดประเภท Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพในการฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบเรื้อรัง และสนับสนุนการรักษาโรคที่ซับซ้อน เช่น ข้อเสื่อม ตับหรือไตเสื่อม รวมถึงการบาดเจ็บของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การจัดเก็บและเตรียมเซลล์เหล่านี้ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานมากที่สุด คือการมอบอนาคตใหม่ด้านสุขภาพให้กับสัตว์เลี้ยง และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการดูแลสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะหน่วยงานหลักด้านนวัตกรรมของประเทศ ได้พัฒนาบทบาทจากผู้สนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Enabler) สู่การเป็นผู้ประสานงานเชื่อมโยงระบบนวัตกรรม (System Integrator) และปัจจุบันยกระดับเป็น ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) ที่ทำหน้าที่สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อกำหนดทิศทางนวัตกรรมของประเทศให้เดินไปอย่างเป็นเอกภาพ การสนับสนุนโครงการ PetGeneX ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของ NIA ในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไทยให้ก้าวข้ามจากห้องแล็บออกมาสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค แต่คือการแสดงให้เห็นถึง ศักยภาพของประเทศไทยในการบ่มเพาะนวัตกรรมที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่การสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับสังคม
นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความสุขอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น รูปแบบการใช้ชีวิต ที่สะท้อนความผูกพันเสมือนสมาชิกในครอบครัว หรือที่เรียกว่า Pet Parenting ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย เจ้าของสัตว์เลี้ยงพร้อมลงทุนมากขึ้นในด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวอยู่กับเราได้นานที่สุด ข้อมูลจากสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 พบว่ายอดใช้จ่ายในหมวดสัตว์เลี้ยง เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อนผู้ถือบัตรทุกช่วงวัย ยังคงมีการใช้จ่ายในหมวดดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เคทีซีจึงมุ่งคัดสรรสิทธิประโยชน์เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์สมาชิก เช่น การมอบส่วนลด 5% สำหรับทุกแพ็กเกจบริการจาก PetGeneX พร้อมเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้สมาชิกมั่นใจว่าทุกการใช้จ่ายด้านสัตว์เลี้ยง ไม่เพียงสร้างความสุข แต่ยังสร้างคุณค่าในระยะยาวสำหรับเพื่อนรักสี่ขาของพวกเขา
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองผลิตภัณฑ์ได้ที่ 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th
อ่านข่าวบนเว็บไซต์ได้ที่ : https://readvpn.com/new/detail/125

กลิ่นปาก (Halitosis) คือ ภาวะที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ระเหยออกมาจากช่องปากหรือลมหายใจ การมีกลิ่นปากเป็นสัญญาณทางคลินิกที่...
22/09/2025

กลิ่นปาก (Halitosis) คือ ภาวะที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ระเหยออกมาจากช่องปากหรือลมหายใจ การมีกลิ่นปากเป็นสัญญาณทางคลินิกที่สำคัญซึ่งบ่งชี้ถึงพยาธิสภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในสัตว์เลี้ยง กลิ่นปากสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ตามสาเหตุและระยะเวลาของการเกิดโรค คือ
1. กลิ่นปากทางสรีรวิทยา (Physiological Halitosis) เป็นภาวะกลิ่นปากที่เกิดขึ้นชั่วคราว เกิดจากการย่อยสลายเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปากโดยแบคทีเรียประจำถิ่นหลังมื้ออาหาร หรือเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงทานอาหารที่มีกลิ่นแรง กลิ่นปากประเภทนี้มักจะหายไปได้เองหลังจากการทำความสะอาดช่องปากหรือเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง
2. กลิ่นปากทางพยาธิวิทยา (Pathological Halitosis) เป็นภาวะกลิ่นปากที่คงอยู่ต่อเนื่องและเป็นผลมาจากโรคหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกาย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
2.1 สาเหตุจากภายในช่องปาก (Intra-oral causes) เช่น โรคปริทันต์ (Periodontal disease) ภาวะช่องปากอักเสบ (Stomatitis) และภาวะเหงือกและช่องปากอักเสบเรื้อรังในแมว (Feline chronic gingivostomatitis) เนื้องอกในช่องปาก (Oral neoplasia) สิ่งแปลกปลอมในช่องปาก (Foreign bodies) ฟันหัก (Fracture tooth) แผลในช่องปาก (Oral ulcer)
2.2 สาเหตุจากภายนอกช่องปากหรือโรคทางระบบ (Systemic and extra-oral causes) เช่น โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease) ทำให้เกิด uremic halitosis โรคเบาหวานในสัตว์ป่วยที่มีภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Diabetic Ketoacidosis ) การอักเสบติดเชื้อเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โพรงจมูกอักเสบ (Rhinitis) ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) หรือเนื้องอกในโพรงจมูก (Nasal tumor) เป็นต้น
โรคปริทันต์เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของภาวะกลิ่นปากเรื้อรังในสุนัขและแมว โรคนี้เป็นกระบวนการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียส่งผลให้อวัยวะปริทันต์ถูกทำลาย กลไกการเกิดกลิ่นปากของโรคปริทันต์เกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมของแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแบคทีเรียแกรมลบชนิดไม่ใช้ออกซิเจน (Gram-negative anaerobic bacteria) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่มีออกซิเจนต่ำ เช่น ในร่องลึกปริทันต์ (periodontal pocket)
แบคทีเรียก่อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคปริทัตน์ในสุนัข ได้แก่ Porphyromonas denticanis, Porphyromonas salivosa, Porphyromonas gulae, Bacteroides denticanium และ Spirochetes spp. ส่วนแบคทีเรียก่อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคปริทัตน์ในแมวได้แก่ Porphyromonas gulae, Tannerella forsythia และ Bacteroides spp.
แบคทีเรียเหล่านี้จะย่อยสลายสารประกอบโปรตีนและกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบ (sulfur-containing amino acids) เช่น ซิสตีน (cysteine) และเมไธโอนีน (methionine) ซึ่งพบได้ในเศษอาหาร น้ำลาย เซลล์เยื่อบุช่องปากที่หลุดลอก และส่วนประกอบของเลือด กระบวนการย่อยสลายนี้จะปลดปล่อยกลุ่มของสารประกอบที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง เรียกว่า สารประกอบซัลเฟอร์ระเหยง่าย (Volatile Sulfur Compounds - VSCs) ซึ่งเป็นต้นเหตุทางเคมีของกลิ่นปาก VSCs ที่สำคัญ ได้แก่ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ มีกลิ่นคล้ายไข่เน่า เป็น VSC ที่พบในปริมาณมากที่สุด เมทิลเมอร์แคปแทน มีกลิ่นเหม็นรุนแรงคล้ายผักกาดเน่า และไดเมทิลซัลไฟด์ มีกลิ่นคล้ายกะหล่ำปลีหรือข้าวโพด VSCs ไม่ได้เป็นเพียงสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเลกุลที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพและมีส่วนสำคัญในการทำลายเนื้อเยื่อและขับเคลื่อนให้โรคปริทันต์มีความรุนแรงมากขึ้น กลไกการทำลายอวัยวะปริทันต์ของ VSCs ประกอบด้วย
- ความเป็นพิษต่อเซลล์ (Cytotoxicity) ไฮโดรเจนซัลไฟด์สามารถกระตุ้นให้เกิดการตายของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ของเหงือก (gingival fibroblasts) และเซลล์เยื่อบุเหงือก (epithelial cells) ผ่านกระบวนการอะพอพโทซิส (apoptosis) ซึ่งเป็นการทำลายโครงสร้างการป้องกันด่านแรกของร่างกาย
- การกระตุ้นการอักเสบ (Pro-inflammatory Effects) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ กระตุ้นการหลั่งไซโตไคน์ที่ส่งเสริมการอักเสบ (pro-inflammatory cytokines) เช่น Interleukin-6 (IL-6) และ Tumor Necrosis Factor-alpha (TNF-α) ทำให้การอักเสบของเหงือกรุนแรงขึ้น
- การทำลายเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Tissue Degradation) เมทิลเมอร์แคปแทน สามารถกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์หลั่งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสลายเนื้อเยื่อ และเพิ่มการสลายตัวของคอลลาเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเอ็นยึดปริทันต์
- การเพิ่มความสามารถในการซึมผ่าน (Increased Permeability) VSCs ทั้งสองชนิดสามารถเพิ่มความสามารถในการซึมผ่านของเยื่อบุช่องปาก ทำให้สารพิษจากแบคทีเรีย (endotoxins) สามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้นและกระตุ้นการทำลายที่ลึกลงไป
การวินิจฉัยภาวะกลิ่นปากจำเป็นต้องอาศัยแนวทางการตรวจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำและครอบคลุม ทั้งสาเหตุจากภายในช่องปากและจากโรคทางระบบ ขั้นตอนการวินิจฉัยประกอบด้วย
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายเบื้องต้น การซักประวัติเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่งในการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น คำถามที่ควรถามเจ้าของประกอบด้วย ลักษณะของปัญหา เช่น กลิ่นปากเริ่มเป็นมานานแค่ไหน ความรุนแรงของกลิ่นคงที่หรือเปลี่ยนแปลง อาหารและพฤติกรรมการกิน สัตว์เลี้ยงกินอาหารประเภทใด มีการเปลี่ยนแปลงอาหารล่าสุดหรือไม่ กินน้ำมากหรือน้อย พฤติกรรมการเคี้ยวและอาการในช่องปาก สังเกตเห็นว่าสัตว์เลี้ยงเคี้ยวอาหารลำบาก เคี้ยวข้างเดียว ทำอาหารตกหรือมีน้ำลายไหลมากกว่าปกติหรือไม่ มีเลือดออกตามของเล่นหรือชามอาหารหรือไม่
การดูแลสุขภาพช่องปากที่บ้าน เจ้าของเคยแปรงฟันให้สัตว์เลี้ยงหรือไม่ บ่อยแค่ไหน ให้ขนมขัดฟันหรือผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากอื่นๆ หรือไม่ อาการทางระบบ เช่น มีอาการกินน้ำเยอะ ปัสสาวะเยอะ อาเจียน ท้องเสีย น้ำหนักลด ซึม หรือไอหรือไม่ อาการเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ถึงโรคทางระบบ
2. การประเมินสุขภาพช่องปากและการรักษาอย่างครบวงจร (Comprehensive Oral Health Assessment and Treatment - COHAT) เป็นการตรวจประเมินช่องปากทั้งหมดอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัยโรคที่อาจซ่อนอยู่และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งจำเป็นต้องทำภายใต้การวางยาสลบเท่านั้น ประกอบด้วยการตรวจวัดร่องลึกปริทันต์อย่างละเอียดและการถ่ายภาพรังสีในช่องปากทั้งปาก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการประเมินพยาธิสภาพของฟันที่ซ่อนอยู่ใต้เหงือก
หลังจากได้ข้อมูลจากการวินิจฉัยอย่างครบถ้วนแล้ว การวางแผนการรักษาจะถูกปรับให้เหมาะสมกับพยาธิสภาพและความรุนแรงของโรคในสัตว์แต่ละตัว เป้าหมายหลักคือการกำจัดแหล่งติดเชื้อ ลดการอักเสบ บรรเทาความเจ็บปวด และฟื้นฟูการทำงานของช่องปากให้กลับมาเป็นปกติมากที่สุด การรักษาโรคปริทันต์ที่เป็นสาเหตุหลักของกลิ่นปากในสัตว์เลี้ยงมีวิธีการที่หลากหลายขึ้นอยู่กับระยะของโรค ตั้งแต่การขูดหินปูนและเกลารากฟันแบบปิดสำหรับโรคในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือกหรือการถอนฟันทางศัลยกรรมสำหรับโรคในระยะรุนแรง การตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลการวินิจฉัยที่แม่นยำ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดความเจ็บปวดและการติดเชื้ออย่างถาวร
การรักษาทางทันตกรรมในคลินิกเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่หัวใจสำคัญของการมีสุขภาพช่องปากที่ดีในระยะยาวคือการป้องกันและการดูแลที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ สัตวแพทย์จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการให้ความรู้และสร้างแรงจูงใจให้แก่เจ้าของในการดูแลสุขภาพช่องปากของสัตว์เลี้ยง
การแปรงฟันทุกวันเป็นมาตรฐาน (Gold standard) ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุมการก่อตัวของแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคปริทันต์ การแปรงฟันสามารถกำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่อ่อนนุ่มออกไปได้ก่อนที่แผ่นคราบจุลินทรีย์เหล่านั้นจะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน ควรแนะนำให้เจ้าของเริ่มฝึกแปรงฟันให้สัตว์เลี้ยงคุ้นเคยตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขหรือลูกแมว เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีและทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ใช้แปรงสีฟันและยาสีฟันที่ผลิตขึ้นสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเจ้าของจำนวนมากไม่สามารถแปรงฟันให้สัตว์เลี้ยงได้ทุกวัน ในกรณีเหล่านี้ผลิตภัณฑ์เสริมดูแลช่องปากจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยชะลอการเกิดโรคปริทันต์ สัตวแพทย์ควรทำความเข้าใจกลไกการทำงานของผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากเพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับเจ้าของสัตว์เลี้ยง
1. อาหารสำหรับดูแลสุขภาพช่องปาก (Dental Diets) ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีเม็ดขนาดใหญ่และมีเทคโนโลยีไฟเบอร์เมทริกซ์ ที่ต้านทานการแตกตัวเมื่อถูกกัด เมื่อฟันจมลึกลงไปในเม็ดอาหาร โครงสร้างของไฟเบอร์จะทำหน้าที่ขัดถูผิวฟันไปจนถึงขอบเหงือก คล้ายกับการทำงานของแปรงสีฟัน ช่วยกำจัดคราบแผ่นคราบจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารบางสูตรอาจมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยลดการเกิดหินปูน เช่น โซเดียมไตรโพลีฟอสเฟต หรือ เฮกซะเมตาฟอสเฟต สารเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นสารคีเลต โดยจะเข้าไปจับกับแคลเซียมอิออนในน้ำลาย ทำให้แคลเซียมไม่สามารถเข้าไปตกตะกอนในแผ่นคราบจุลินทรีย์เพื่อสร้างเป็นหินปูนได้
2. ขนมขัดฟันและของเล่น (Dental Chews and Toys) ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำงานโดยอาศัยหลักการขัดถูเชิงกลเป็นหลัก การเคี้ยวจะช่วยขจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่บนผิวฟันได้ อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์ควรแนะนำให้เจ้าของเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นพอสมควรและไม่แข็งจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ฟันจะแตก
3. ผลิตภัณฑ์ผสมน้ำดื่ม เจล และสเปรย์ (Water Additives, Gels and Sprays) ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีส่วนผสมออกฤทธิ์ที่ช่วยควบคุมแบคทีเรียหรือลดกลิ่นปากโดยตรง ได้แก่
4. เกลือของสังกะสี เช่น Zinc Citrate Zinc Acetate Zinc Sulfate มีกลไกการทำงาน 2 อย่างคือ จับกับสารประกอบซัลเฟอร์ โดยตรง ทำให้เกิดเป็นสารประกอบซิงค์ซัลไฟด์ที่ไม่มีกลิ่นและไม่ระเหย และมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ช่วยลดการสะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์
คลอร์เฮกซิดีน เป็นสารระงับเชื้อในช่องปากที่มีประสิทธิภาพสูงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการลดแผ่นคราบจุลินทรีย์และเหงือกอักเสบ คลอร์เฮกซิดีนสำหรับใช้ในช่องปากสัตว์เลี้ยงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้น 0.12% - 0.2% และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับฆ่าเชื้อบนผิวหนังที่มีความเข้มข้นสูงมาเจือจางใช้เอง
5. สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น ผงโรยอาหารที่ทำจากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล Ascophyllum nodosum มีกลไกการออกฤทธิ์ผ่านระบบร่างกาย เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของน้ำลายและลดการสะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์และหินปูน
6. เบกกิ้งโซดา (Sodium Bicarbonate) เป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ช่วยดูแลสุขภาพช่องปาก เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นสารขัดถู (Abrasive Agent) อย่างอ่อนจึงสามารถขัดแผ่นคราบจุลินทรีย์และคราบสกปรกบนผิวฟันได้ นอกจากนี้เบกกิ้งโซดายังมีฤทธิ์เป็นด่าง ช่วยปรับสมดุลค่า pH ในช่องปาก ลดสภาวะกรดที่เป็นสาเหตุของฟันผุและการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย คุณสมบัติในการปรับสมดุลค่า pH จึงช่วยระงับกลิ่นปากที่เกิดจากแบคทีเรีย
การดูแลสุขภาพช่องปากทางสัตวแพทย์กำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนแนวคิดจากการรักษาเชิงรับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน การบูรณาการการประเมินสุขภาพช่องปากให้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างจริงจัง การให้ความรู้แก่เจ้าของเกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลช่องปากที่บ้านตั้งแต่สัตว์เลี้ยงยังเยาว์วัย และการส่งเสริมการทำ COHAT เชิงป้องกันอย่างสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคปริทันต์ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของสุนัขและแมวให้ดีขึ้นและสามารถป้องกันการเกิดกลิ่นปากได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
อ่านบทความบนเว็บไซต์ (สมาชิกฟรีก็อ่านได้) : https://readvpn.com/article/detail/2445
บทความโดย : น.สพ.จักรินทร์ สัทธาธรรม - หัวหน้าหน่วยทันตกรรม โรงพยาบาลสัตว์เกษตร บางเขน

ที่อยู่

68/932 Moo 8 Soi 28
Bangkok
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6629655020

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ VPN Magazineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง VPN Magazine:

แชร์

ประเภท

Our Story

VPN (Veterinary Practitioners NEWS) นิตยสารรายเดือนสำหรับสัตวแพทย์ สามารถสมัครสมาชิกใหม่ได้ผ่านทาง https://www.readvpn.com/VPN/Subscription