19/01/2026
ในบรรดาองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ มีหลักการหนึ่งเรียกว่า hallmarks of aging ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ การแก่ชรา หรือการเสื่อมถอยของร่างกาย เช่น การเปลี่ยนแปลงระดับ DNA โครโมโซม การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างระดับเซลล์ ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์บางชนิดลดลงหรือหยุดชะงัก การอักเสบเรื้อรังของเซลล์ และภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล เป็นต้น หากมนุษย์ดูแลร่างกายตนเองอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก็จะช่วยลดหรือชะลอกระบวนการเหล่านี้ และมีชีวิตยืนยาวได้อย่างมีคุณภาพ
ทั้งนี้ hallmarks of aging สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดูแลสัตว์เลี้ยงได้เช่นกัน ยิ่งในปัจจุบันที่เจ้าของสัตว์โดยส่วนใหญ่ไม่ได้มองสุนัขและแมวเป็นสัตว์เลี้ยงสี่ขาธรรมดาอีกต่อไป แต่ผูกพันและเอาใจใส่เสมือนเป็นเพื่อนคู่ใจ เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว จึงมีความขวนขวายในการค้นคว้าวิธีดูแลสมาชิกในครอบครัวเหล่านี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอายุยืนอยู่ด้วยกันไปอีกนาน บทความนี้ได้รวบรวมหัวข้อการดูแลส่งเสริมสุขภาพสุนัขและแมวในด้านต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคและชะลอกระบวนการเสื่อมของร่างกายไว้โดยสังเขป เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสัตวแพทย์และผู้เกี่ยวข้องใช้ประกอบการให้ความรู้และคำแนะนำแก่เจ้าของสัตว์ต่อไป
1. โภชนาการ อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์ สุนัขและแมวควรได้รับอาหารที่เพียงพอต่อปริมาณพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน (resting energy requirement; RER) โดยสารอาหารแต่ละชนิดหากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้
1.1 โปรตีน เช่น โปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นช่วยเสริมสร้างเซลล์ รักษาสมดุลมวลร่างกาย ชะลอการเกิดภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อ (sarcopenia) และกรดอะมิโน taurine มีส่วนช่วยลดการเกิด retinal degeneration, dilated cardiomyopathy และความผิดปกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ในแมว เป็นต้น
1.2 คาร์โบไฮเดรต เช่น glucose เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ หรือ fiber ช่วยเสริมการทำงานของลำไส้ ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ
1.3 ไขมันและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น omega-6 ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนังและเส้นขน omega-3 ช่วยลดกระบวนการอักเสบเรื้อรัง เสริมสร้างการทำงานของสมอง และเบตาแคโรทีน (β-carotene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ และเป็นสารตั้งต้นของ vitamin A ในสุนัข เป็นต้น นอกจากนี้ ไขมันยังช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันอีกด้วย (vitamin A, D, E และ K)
1.4 แร่ธาตุ เช่น แคลเซียมและฟอสฟอรัสช่วยเสริมสร้างกระดูก และแมกนีเซียม เป็น co-factor ช่วยให้การทำงานของเซลล์เป็นปกติ เป็นต้น
1.5 วิตามิน เช่น vitamin A ช่วยเรื่องประสาทการมองเห็น vitamin B ช่วยเสริมการทำงานของสมอง (cognitive function) vitamin C เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ vitamin D ช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส vitamin E ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน และ vitamin K ช่วยเรื่องการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น
นอกจากนี้ อาจพิจารณาให้ prebiotics เสริมเพื่อช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ เสริม NMN (nicotinamide mononucleotide) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ NAD+ (nicotinamide dinucleotide) ช่วยในการเผาผลาญของเซลล์และซ่อมแซม DNA เสริม CoQ10 ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และหากสุนัขและแมวป่วยด้วยโรคบางชนิด อาจต้องพิจารณาปรับปริมาณสารอาหารให้เหมาะสมกับสภาวะโรคนั้น ๆ หรือเลี่ยงการให้อาหารบางชนิดหากพบว่าสัตว์มีอาการแพ้ รวมถึงระมัดระวังอาหารบางชนิดที่อาจก่ออันตรายต่อตัวสัตว์ได้ เช่น องุ่นหรือลูกเกดอาจทำให้สุนัขเกิดภาวะไตวาย กาแฟหรือช็อกโกแลตอาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดและกล้ามเนื้อ หัวหอม ถั่วแมคคาเดเมีย และไซลิทอล (xylitol) เป็นต้น
2. การทำวัคซีน วัคซีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดโอกาสการติดโรคหรือลดความรุนแรงของอาการของโรค ซึ่งจำแนกได้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ วัคซีนหลัก (core vaccine) ที่สัตว์ทุกตัวควรได้รับ วัคซีนทางเลือก (non-core vaccine) พิจารณาให้ตามความเสี่ยงของสัตว์แต่ละตัว และวัคซีนที่ไม่แนะนำให้ใช้ (not recommended vaccine) เนื่องจากยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับไม่เพียงพอว่ามีประสิทธิภาพในการให้ความคุ้มโรคได้ โดยโปรแกรมวัคซีนสำหรับสุนัขและแมวที่เลี้ยงในประเทศไทยนั้นมีดังนี้
2.1 วัคซีนสำหรับสุนัข
1) วัคซีนหลัก
- CDV, CPV, CAV-2 ในลูกสุนัขเริ่มให้ได้เมื่ออายุ 8 สัปดาห์ แล้วกระตุ้นซ้ำทุก 2-4 สัปดาห์จนอายุไม่ต่ำกว่า 16 สัปดาห์ ส่วนสุนัขโตจะให้วัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ แล้วกระตุ้นซ้ำที่ 1 ปีหลังการให้วัคซีนครั้งสุดท้าย จากนั้นกระตุ้นซ้ำทุกปี
- Rabies เริ่มให้เข็มแรกเมื่ออายุ 12 สัปดาห์ กระตุ้นซ้ำหลังให้เข็มแรก 2-4 สัปดาห์ ส่วนสุนัขโตจะให้วัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ แล้วกระตุ้นซ้ำเมื่อครบ 1 ปีหลังจากการให้วัคซีนครั้งสุดท้าย จากนั้นให้กระตุ้นซ้ำทุกปี โดยในช่วงปีแรกแนะนำให้วัคซีนแบบ monovalent จะมีประสิทธิภาพสูง
- Leptospirosis เริ่มให้เมื่ออายุ 8 สัปดาห์ขึ้นไป กระตุ้นซ้ำหลังจากให้ครั้งแรกห่างกัน 2-4 สัปดาห์ ส่วนสุนัขโตจะให้วัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ กระตุ้นซ้ำที่ 1 ปีหลังการให้วัคซีนครั้งสุดท้าย จากนั้นกระตุ้นซ้ำทุกปี อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของวัคซีนนี้อาจไม่สูงเท่าวัคซีนหลักชนิดอื่น และอาจไม่คุ้มโรคต่อเชื้อทุก serovar
2) วัคซีนทางเลือก
- CPiV ให้ครั้งแรกเมื่ออายุ 6 สัปดาห์ แล้วให้ซ้ำทุก 2-4 สัปดาห์จนอายุไม่ต่ำกว่า 16 สัปดาห์ แล้วกระตุ้นซ้ำที่ 1 ปีหลังได้รับวัคซีนครั้งสุดท้าย จากนั้นกระตุ้นซ้ำทุกปีหรือทุก 3 ปีตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
- Bordetella bronchiseptica แนวทางการให้วัคซีนจะให้ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต ส่วนการกระตุ้นซ้ำมักทำที่ 1 ปีหลังได้รับวัคซีนครั้งล่าสุดในช่วงปีแรก จากนั้นกระตุ้นซ้ำทุกปีหรือทุก 3 ปีตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์
3) วัคซีนที่ไม่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ CPV แบบเชื้อตาย, วัคซีน CCoV, Giardia spp. และ Microsporum canis
2.2 วัคซีนสำหรับแมว
1) วัคซีนหลัก
- FPV, FHV, FCV ให้ครั้งแรกเมื่อลูกแมวอายุ 8 สัปดาห์ แล้วกระตุ้นซ้ำทุก 2-4 สัปดาห์จนกระทั่งอายุไม่ต่ำกว่า 16 สัปดาห์ กระตุ้นซ้ำที่ 1 ปีหลังรับวัคซีนครั้งสุดท้ายในช่วงแรก จากนั้นกระตุ้นซ้ำทุกปีหรือทุก 3 ปีตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ ในกรณีที่แมวอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการสัมผัสโรค ควรรับการกระตุ้นซ้ำทุกปี
- Rabies ให้ครั้งแรกเมื่ออายุ 12 สัปดาห์ ตามด้วยครั้งที่ 2 โดยห่างจากครั้งแรก 2-4 สัปดาห์ และกระตุ้นซ้ำเมื่ออายุ 1 ปี จากนั้นให้กระตุ้นซ้ำทุกปี ส่วนแมวโตจะให้วัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ แล้วกระตุ้นซ้ำทุกปีเช่นกัน
- FeLV เป็นวัคซีนหลักสำหรับแมวที่อายุน้อยกว่า 2 ปีและแมวที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยจะให้ครั้งแรกเมื่ออายุ 8 สัปดาห์ ตามด้วยครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 2-4 สัปดาห์ และกระตุ้นซ้ำที่ 1 ปีหลังการให้วัคซีนครั้งสุดท้าย จากนั้นให้กระตุ้นซ้ำทุกปีสำหรับแมวที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ ต้องตรวจหาแอนติเจน FeLV ในแมวก่อนให้วัคซีนครั้งแรกเสมอ รวมถึงก่อนกระตุ้นซ้ำครั้งถัดไปด้วย เพราะหากพบว่าแมวติดเชื้อ FeLV แล้ว การให้วัคซีนจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ
2) วัคซีนทางเลือก
- Chlamydia felis เริ่มให้เมื่ออายุ 8 สัปดาห์ แล้วกระตุ้นซ้ำห่างจากครั้งแรก 2-4 สัปดาห์ จากนั้นหากแมวอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค แนะนำให้กระตุ้นซ้ำทุกปี
3) วัคซีนที่ไม่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ FIP, Giardia spp. และ Microsporum canis
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง การป้องกันปรสิต, การออกกำลังกาย และการลดความเครียด ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2508
บทความโดย : สพ.ญ.ปวริศา จงไพศาล
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :