01/02/2026
“Gen”
วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีคนเปิดสไลด์ในที่ประชุม แล้วผมก็เห็นคำว่า Baby Boomer – Gen X – Gen Y – Gen Z เรียงกันสวยงามเหมือนแผนผังสายพันธุ์โปเกมอน ในสไลด์แต่ละgen บ่งบอกรายละเอียดว่าเป็นคนที่เกิดใน ค.ศ.ไหนถึง ค.ศ. ไหน แล้วทุกคนในห้องประชุมรวมทั้งผมด้วยก็พยักหน้าอย่างรู้เรื่อง ทั้งที่ในใจลึก ๆ ผมแอบคิดว่า “ใครเป็นคนกำหนดเรื่องช่วงปี ค.ศ หนอ แล้วมันตรงกับช่วงเวลาของคนไทยไหมหนอ”
ยินดีต้อนรับสู่โลกของ “Gen” คำสากลที่โลกใช้อธิบาย “รุ่น” ของมนุษย์
มันมาจากไหน ทำไมถึงมี
ความคิดเรื่อง Gen ไม่ใช่คำสอนของขงจื๊อ เพลโต หรือคำกลอนสุนทรภู่ และก็ไม่ใช่แค่กลเม็ดของนักการตลาดอย่างที่หลายคนเข้าใจ จริง ๆ แล้วมันเริ่มจากนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันชื่อ คาร์ล มันไฮม์ (Karl Mannheim)ในปี 1928 เขาสังเกตเห็นว่าคนที่เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และผ่านเหตุการณ์สำคัญร่วมกันในช่วงวัยหนุ่มสาว (เขาระบุไปที่อายุประมาณ 17-25 ปี) จะมี “มุมมองต่อโลก” ที่คล้ายกันในระดับหนึ่ง
ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะเหมือนกันทุกคน แต่พวกเขาแชร์ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน
ยกตัวอย่างง่าย ๆ คนที่โตมาในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นคนอเมริกัน อังกฤษ หรือญี่ปุ่น ต่างก็มี “ความรู้สึกร่วม” เกี่ยวกับสงคราม ความขาดแคลน และการสูญเสีย แม้ว่าแต่ละคนจะอยู่คนละฝั่งของสนามรบก็ตาม
ต่อมาในยุค 1980-90s แนวคิดนี้ถูกนักการตลาดและที่ปรึกษาธุรกิจนำมาใช้ เพราะมันช่วยให้ “เข้าใจกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น” โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเร็วมาก
นั่นคือที่มาของ Baby Boomer (เกิดหลังสงครามโลก), Gen X (โตมากับหย่าร้าง และ MTV), Gen Y/Millennials (โตมากับอินเทอร์เน็ต), และ Gen Z (เกิดมากับสมาร์ทโฟน)
แล้วแนวคิดการแบ่งรุ่นมันใช้ได้จริงหรือ
Gen เป็นเครื่องมือดูภาพรวม ไม่ใช่กล้องจุลทรรศน์ ลองนึกภาพว่าคุณอยากรู้ว่าคนไทยชอบดื่มเครื่องดื่มอะไร คุณอาจบอกได้ว่า “คนไทยชอบชาไทย” ซึ่ง นั่นเป็นแค่ความจริงในระดับหนึ่ง แต่มันไม่ได้หมายความว่าคนไทยทุกคนจะชอบชาไทย
แล้ววันหนึ่งคำว่า Gen ก็บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาโดยนักการตลาด นี่คือจุดที่น่าสนใจ เพราะ Gen ถูกคิดค้นขึ้นในบริบทตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เด็กอเมริกัน Gen X โตมากับ MTV, บาสเกตบอล NBA, ความฝันแบบฮอลลีวูด และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนเด็กไทย “Gen X ปีเดียวกัน” โตมากับเสียงวิทยุเอฟเอ็ม, ละครช่อง 3, แล้วก็ต้องเจอวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำให้พ่อแม่หลายคนล้มละลาย
แล้วหันไปมองข้างบ้านอย่างเด็กกัมพูชาในปีเดียวกัน ซึ่งอาจยังไม่รู้จักคำว่า “gen” รู้จักแต่คำว่า “เอาตัวรอด” หลังจากสงครามกลางเมืองและระบอบเขมรแดง
ดังนั้นถ้าเราจะบอกว่า “ทั้งหมดคือ Gen X” ผมว่ามันยุติธรรมน้อยไปหน่อย
นี่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือแบ่ง Gen จะไม่มีประโยชน์ในไทย แต่หมายความว่า เราต้องปรับให้เข้ากับบริบทของเรา ไม่ใช่เอามาใช้ตามตำรา เช่นแต่ละ gen ของไทยอาจมีช่วงเวลาที่ยาวกว่าตะวันตกมาก หรืออาจแบ่ง gen ไม่ถี่ไม่ละเอียดเท่าอเมริกา
แล้วอะไรคือสิ่งที่สำคัญกว่า Gen
ไม่ว่าใครก็ตามที่ผ่านชีวิตมาพอควร พวกเราสามารถบอกได้เลยว่า สิ่งที่หล่อหลอมคนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ปีเกิด แต่คือ“แรงกระแทก” ที่แต่ละคนเจอ ลองดูตัวอย่างนี้ เด็กที่เกิดปีเดียวกัน:
- เบิ้ม โตมากับสงครามในชายแดน
- มิคาเอล โตมากับ Wi-Fi แรง บ้านมีหนังสือเยอะ
- เหมยลี่ โตมากับการใช้หนี้ของพ่อแม่
- ราเยส โตมากับบ่อนหลังบ้าน เห็นคนติดพนันทุกวัน
- สมชาย โตมากับความเงียบในวัด ท่องบาลีตั้งแต่เด็ก
แน่นอนเขาเกิดปี ค.ศ.ใกล้ ๆ กัน แต่ความชอบ การใช้เงิน ทัศนคติกับชีวิต ล้วนต่างกัน
นักวิชาการหลายคนเริ่มตั้งคำถามกับการแบ่ง Gen มากขึ้นเรื่อย ๆ การศึกษาในปี 2021 โดยวารสารธุรกิจ Harvard Business Review พบว่า ความแตกต่างระหว่างคนใน Gen เดียวกันมักจะ มากกว่าความแตกต่างระหว่าง Gen ต่าง ๆ ด้วยซ้ำ
กล่าวคือ คุณอาจจะเจอคน Gen Z ที่คิดแบบอนุรักษ์นิยมมากกว่า Baby Boomer บางคน หรือเจอคน Baby Boomer ที่เปิดกว้างและก้าวหน้ามากกว่า Millennial บางคน
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีงานวิจัยที่พบว่า Gen ช่วยอธิบายพฤติกรรมบางอย่างได้ โดยเฉพาะเรื่อง การใช้เทคโนโลยี (Gen Z ใช้ TikTok มากกว่า Baby Boomer จริง ๆ) หรือเรื่องทัศนคติต่อการทำงาน (มี pattern ที่ต่างกัน แต่ไม่สุดโต่ง) รวมไปถึงความคาดหวังจากนายจ้าง (คนรุ่นใหม่มักต้องการ work-life balance มากขึ้น)
สำหรับนักการตลาด ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือคนที่ต้องใช้ Gen ในงาน บางทีการมีข้อสังเกตแบบนี้ไว้ในหัวบ้าง ก็น่าจะดี เช่น
อย่าใช้ Gen เป็นข้ออ้างในการตัดสิน
- “เขาเป็น Gen Z เลยไม่ทนงาน” - ผิด
- “เขาลาออกบ่อย เราลองคุยดูไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” - ถูก
อย่าลืมดูบริบทอื่น ๆ เพราะ การแบ่ง Gen เป็นแค่ตัวแปรหนึ่ง ต้องดูควบคู่กับ ชนชั้นทางเศรษฐกิจ การศึกษา ครอบครัว สภาพแวดล้อมที่โตมา เชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม
ที่สำคัญที่สุด นั่นคือเราอย่าไปคาดหน้าผากใคร ในสไลด์บอกว่า “Gen Y ชอบอิสระ” ไม่ได้หมายความว่าคน Gen Y ทุกคนอยากเป็น Freelance หลายคนก็อยากมีงานประจำที่มั่นคงเหมือนกัน
Gen ของไทยไม่เหมือน Gen ของอเมริกาแน่ ๆ ทั้งช่วงอายุ ทั้งรายละเอียด เอาง่ายสุดเลย สังคมแบบไทย ลูก ๆ มักจะอยู่กับพ่อแม่จนโต แต่เด็กอเมริกันเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็แยกไปอยู่เองแล้ว คนไทยหลายครอบครัวเมื่อลูกแต่งงานแล้วก็ยังอยู่รวมเป็นครอบครัวใหญ่อยู่ ดังนั้นไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอาทฤษฎีฝรั่งมาใช้โดยไม่ทบทวน หรือถ้าจะพูดถึงgen x gen y ในไทยแล้วไม่พูดถึง การเกิดมาพร้อมการขยายตัวของห้างสรรพสินค้า หรือยุคทองของนักร้องค่ายแกรมมี่คีตาอาร์เอส ย่อมไม่ได้
ประโยชน์ของการแบ่ง Gen ช่วยให้เรามีภาพรวม ยิ่งในแง่ความสัมพันธ์ด้วยแล้ว การรู้ genเพื่อที่จะถามต่อ คุยต่อ สนใจต่อว่าคนคนนั้นเป็นยังไง เหมือนกับว่าเราต้องไม่แค่อยากรู้ว่าเขาอยู่ Gen ไหนอย่างเดียวแล้วตัดสิน แต่เราควรอยากรู้ว่าเขา“โตมาอย่างไร” ถ้าเราจะวิเคราะห์เขา
- เขาโตมากับความมั่นคงหรือความกลัว
- เขามีเวลาฝันหรือไม่มีเวลาอะไรเลยแม้แต่หายใจ
- โลกบอกเขาว่า “เธอสำคัญ” หรือบอกว่า “เธอเงียบไปเถอะ”
คำตอบพวกนี้ ไม่เหมารวมใครแน่ ๆ และทำให้เรารู้จักคนคนนั้นมากขึ้น
ผมรู้จักครอบครัวหนึ่งที่มีความจริงอันน่ารัก นั่นคือ คุณตา Baby Boomer นั่งเล่น TikTok ทั้งวัน รู้เทรนด์ดีกว่าหลาน ส่วนคุณพ่อ Gen X ชอบฟัง Podcast เรื่องสุขภาพจิต พูดเรื่องอารมณ์ได้ดีกว่าคนรุ่นลูก มาทางคุณลูกบ้าง เด็ก Gen Z ไหว้สวย สะสมรูปโขนเต็มไปหมด แถมมีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมสุด ๆ
Gen ไม่ได้ผิด มันถูกออกแบบมาดี และมีประโยชน์ในการดูภาพรวมของสังคม แต่ปัญหาคือเราชอบใช้มันผิด เราชอบเอามาตีกรอบคน ชอบเอามาสรุปง่าย ๆ ว่า “รุ่นนี้เป็นแบบนี้” โดยไม่ยอมมองลึกลงไป
ความจริงคือ มนุษย์ไม่ใช่ “รุ่น” แบบโทรศัพท์มือถือ แต่มนุษย์คือ“เรื่องเล่า” และบางคนเป็นหลายเรื่องเล่าในชีวิตเดียวกัน
ถ้าจะมีใครมาถามเราว่า “คุณ Gen อะไร” บางทีคำตอบที่ซื่อที่สุดอาจเป็น “ข้าพเจ้าคือคนที่ผ่านเรื่องบางอย่างมา เจอแรงกระแทกบางอย่าง เรียนรู้บางอย่าง และยังพยายามใช้ชีวิตให้ดีขึ้นทุกวัน
ซึ่งแน่นอน ไม่มีสไลด์ชุดไหนอธิบายแทนได้หรอก
_____________________