03/07/2021
#ความเข้าใจที่ถูกต้อง
#ควรมาจากความรู้ที่แท้จริง
ทางเพจ ขอคัดลอกบทความ
จาก Facebook ของ นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์
https://www.facebook.com/109891462446904/posts/3400840670018617/
มาเรียบเรียง เพื่อร่วมเผยแพร่ดังนี้ครับ
" เข้าใจระบบภูมิคุ้มกัน "
" ก่อนจะคิดเอาเองว่า "
" ฉีดวัคซีนโควิดแล้ว เหมือนฉีดน้ำเปล่า "
" คำถาม "
เรียน นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
ผมอายุ 42 ปี
ไปฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มเข็มที่ 1 แล้ว
เหมือนฉีดน้ำเปล่า
ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย
#ได้ทราบมาจากความรู้ทางเน็ท
#และที่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า
หากฉีดแล้ว มีปฏิกริยาปวดเป็นไข้
ยิ่งแรง ยิ่งแสดงว่าภูมิคุ้มกันขึ้นดี
จึงอยากปรึกษาคุณหมอว่า
ผมควรจะชลอเข็มที่สอง โดยไปจองฉีดวัคซีนไฟเซอร์ หรือโมเดอนา แบบเสียเงิน แทนวัคซีนซิโนฟาร์ม ดีไหมครับ
……………………………………………………………….
" ตอบครับ "
อามิตตาภะ พุทธะ
นี่มันเป็นผลจากการเสพย์ข้อมูล
มากเกิน “ขนาด”
และเสพย์มาผิด “ขนาน” อีกต่างหาก
ความรู้ ที่คุณได้รับมา
ที่ว่าไปฉีดวัคซีนเข็มแรก
ถ้าวัคซีนดี ภูมิคุ้มกันขึ้นดี
ต้องมีปฏิกริยามาก แบบว่าปวดแขน
เป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวพับ พับ พับ
จึงจะแสดงว่าภูมิคุ้มกันขึ้นดี นั้น.. #เป็นความเข้าใจผิด
ปฏิกริยา ต่อการฉีดวัคซีนเข็มแรก
กับ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น จากวัคซีนนั้น .. #ไม่ได้เกี่ยวอะไรกัน
การจะเข้าใจเรื่องนี้
ต้องเข้าใจกลไกการทำงาน ของระบบภูมิคุ้มกัน .. ในระดับลึกซึ้งสักหน่อย
ผมจะอธิบายให้คุณนะ
เพราะท่านผู้อ่านท่านอื่น จะได้ทราบไปด้วย
#ระบบภูมิคุ้มก้นของร่างกายเรานี้
#มีสองประเภท
หรือ หากเปรียบเทียบเป็นกระทรวงทบวงกรม ก็คือ
#กระทรวงภูมิคุ้มกันโรคนี้
#แบ่งออกเป็นสองกรม ดังนี้
#กรมที่หนึ่ง
คือ Innate immunity
#แปลว่าระบบสร้างภูมิคุ้มกันแบบครอบจักรวาล
เป็นระบบที่มีไว้คุ้มกันร่างกาย
จากเชื้อโรคอะไรก็ตาม ที่รุกเข้ามา
โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเป็นเชื้ออะไร
ระบบนี้ แยกย่อยออกเป็นส่วน
หรือกองย่อยๆอีกสี่กอง
ซึ่งทำงาน ไม่เกี่ยวกัน
แต่ มีเป้าหมายเดียวกัน คือ
กองที่ 1.
คือ external barrier
#แปลว่าปราการด่านนอก
เช่นผิวหนังที่หุ้มร่างกายอยู่
กลไกการปั้นขี้ฝุ่นละออง หรือสิ่งแปลกปลอม
ในทางเดินลมหายใจ ให้เป็นเสมหะและน้ำมูก
กลไกการใช้ขนโบก พัดเสมหะ
ให้ออกไปจากหลอดลม กลไกการไอ
สารฆ่าเชื้อโรคในน้ำตาและน้ำลาย น้ำกรดในกระเพาะ
กลไกการเพาะเลี้ยง แบคทีเรียที่เป็นมิตร
ไว้ในลำไส้ หรือในช่องคลอด เพื่อกันท่า
ไม่ให้แบคทีเรียที่เป็นศัตรู เข้ามาเติบโต เป็นต้น
กองที่ 2.
คือ Inflammation
#แปลว่าการกลไกการอักเสบ
เป็นปฏิกริยาที่ตั้งต้นขึ้น
โดยเซลชื่อ มาโครฟาจ
โดยการปล่อย สารเรียกเม็ดเลือดขาว
มารุมกินโต๊ะ สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา
ทำให้เกิดการอักเสบ ที่มีเอกลักษณ์ว่า
“ปวด บวม แดง ร้อน หย่อนสมรรถภาพ”
ผลผลิตสำคัญของการอักเสบ
ก็คือ ปวดและไข้
#เพราะไข้หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้น
#เป็นเครื่องมือฆ่าเชื้อโรคโดยตรง
กองที่ 3.
คือ Cellular barrier หรือ natural killer (NK)
#แปลว่าเซลนักฆ่า
มันเป็นเม็ดเลือดขาวเล็ก
ที่ผลิตขึ้นมาทางสายต่อมน้ำเหลือง
การเรียกว่าเม็ดเลือดขาวเล็กนี้
ก็เพื่อให้แตกต่างจากเม็ดเลือดขาว
ที่ผลิตมาทางสายไขกระดูก ซึ่งมีขนาดโต
เซลนักฆ่า ถูกสร้างมาให้มีหน้าที่
ฆ่าได้ โดยไม่ต้องรอคำสั่ง
คือ เห็นอะไรเป็นสิ่งแปลกปลอม
ให้เข้าไปฆ่าได้ทันที
โดยไม่ต้องสอบสวนให้รู้จัก
ว่าเป็นใคร มาจากไหน
เซลนักฆ่านี้ เป็นกำลังสำคัญ
ทั้งในการกำจัดเชื้อโรคทันทีที่เห็น
และทั้งในการกำจัดเซลมะเร็ง
ที่ไม่มีวิธีอื่นมากำจัด
และทำงานได้ทันที
โดยไม่ต้องอาศัยวัคซีน หรือการรู้จักเชื้อโรค
กองที่ 4.
คือ Compliment system
#แปลว่าระบบช่วยฆ่า
มันเป็น โปรตีนหลายสิบชนิดอยู่
กระจายทั่วกระแสเลือด
เหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบ
กระจายตัวอยู่ทั่วไป
เมื่อมีเหตุการ เช่น การอักเสบขึ้น
ตัวหัวหมู่ ที่ซุ่มเงียบอยู่
ก็จะลุกขึ้นมาปลุกลูกน้อง
ให้ปลุกกันต่อๆไป เป็นทอดๆ
แล้วทั้งหมด ก็เฮโลมารุม
เคลือบเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม
เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมอื่น หรือกองอื่น
มาฆ่าสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายขึ้น
#กรมที่2.
คือ Adaptive immunity
#แปลว่าระบบสร้างภูมิคุ้มกันแบบเจาะจงเชื้อ
หน้าที่หลัก คือ
#ทำความรู้จักกับเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามาก่อน
แล้วเอาหน้าตาประพิมประพายของเชื้อโรคนั้น
#ไปสร้างผู้สามารถเจาะจงทำลายเชื้อโรคชนิดนั้นขึ้นมา
กรมนี้
แบ่งออกไปเป็น สองกอง
กองที่ 1.
คือ Cell mediated immune response (CMIR)
#แปลว่าการผลิตเม็ดเลือดขาวไปฆ่า
วิธีการทำงาน ก็คือ
เมื่อสดับได้แน่ชัดว่า เชื้อโรคมีหน้าตาอย่างไร
ต่อมน้ำเหลือง ก็สร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมา
เพื่อไปฆ่าเชื้อโรคนั้น
ที่รู้จักกันดีสองชนิด คือ
Killer T cell
ซึ่งบางครั้งเรียกตามโปรตีนที่ผิวว่า CD8
#ทำหน้าที่ลงมือฆ่า
และ Helper T cell
ซึ่งบางครั้งเรียกตามโปรตีนที่ผิวว่า CD4
#ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยฆ่า
กองที่ 2.
คือ Humoral immune response
#แปลว่าการผลิตแอนตี้บอดี้ไปฆ่า
หน่วยผลิต คือ
เม็ดเลือดขาวเล็ก ชื่อ B-cell
วิธีทำงาน คือ เมื่อสดับข่าว
ทราบหน้าตาเชื้อโรคผู้บุกรุกแน่ชัดแล้ว
B-cell ก็จะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้นมา
#เรียกว่าแอนตี้บอดี้ (antibody)
แล้ว ปล่อยเข้ากระแสเลือด
เพื่อให้ไปจับกับตัวเชื้อโรค.. ให้เชื้อโรคตายโดยตรงบ้าง .. ให้เซลเจ้าหน้าที่กรมกองอื่น มาเก็บกินบ้าง
เมื่อเราไปฉีดวัคซีนเข็มแรก
ปฏิกริยาที่เกิดขึ้น เช่น แขนบวม ปวด
มีไข้สูง หนาวสั่นไม่สบาย
ล้วนเกิดจาก
การทำงานของกรมที่ 1
หรือ innate immunity
จากการเห็นสิ่งแปลกปลอม คือ
ทั้งตัววัคซีน และหรือสิ่งปนเปื้อน
ที่ติดมากับวัคซีน เข้ามาในร่างกาย
โดยยังไม่เกี่ยวกับว่า
วัคซีนนั้น จะเป็นวัคซีนที่ดีหรือไม่ดี
แรงหรือไม่แรง
ดังนั้น อย่าไปด่วนสรุปว่า
ฉีดแล้ว เหมือนฉีดน้ำเปล่า
แสดงว่า วัคซีนนั้นไม่แรง
การที่วัคซีนนั้น จะดีหรือไม่ดี
จะแรงหรือไม่แรงนั้น
ต้องอาศัยเวลา ให้กรมที่ 2.
คือ adaptive immunity เขาทำงาน
เพราะ
#วัคซีนมีหน้าที่เป็นตัวแทนเชื้อโรคในการเป็นเป้า
(antigen)
ให้ข้อมูลแก่ adaptive immunity
#เพื่อจะได้สร้างอาวุธทำลายขึ้นมาแบบตรงสเป็ค
ปกติจะใช้เวลาสร้างประมาณ 2 สัปดาห์
และยิ่งมีการฉีดกระตุ้น อีกครั้งสองครั้ง
ก็ยิ่งผลิตอาวุธ
ทั้งในรูปแบบเม็ดเลือดขาว
และในรูปแบบแอนตี้บอดี้
ให้ไปทำลายเชื้อโรค ได้เต็มที่
การจะบอกว่าวัคซีนนั้น ดีหรือไม่ดี
ก็ต้องตรวจดู เม็ดเลือดขาว
ชนิด CD8, CD4 และแอนตี้บอดี้
หรือจะให้ดีกว่านั้น
ก็ลองให้สัมผัสกับเชื้อโรคดู
ว่า จะรอดจากการติดเชื้อ สักกี่เปอร์เซ็นต์
ส่วนการดูปฏิกริยาของร่างกาย .. หลังฉีดวัคซีนเข็มแรกนั้น
ใช้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีน ..ไม่ได้เลย
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
#หมายเหตุจากทางเพจ
ขอขอบพระคุณ ท่านเจ้าของบทความ มา ณที่นี้ อีกครั้งครับ
หวังว่าแนวทาง ในการรวบรวมข้อมูลจากผู้มีความรู้จริง เพื่อมานำเสนอให้กับผู้ที่สนใจ
จะเป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างสังคมอุดมปัญญา ขึ้นมาแทนสังคมอุดมความเชื่อ ทีได้ทำลายสังคมเรามาโดยตลอดครับ
ไพโรจน์ จีรบุณย์
สถาปนิก เพื่อสังคม
28 มิย 2564
ให้ความรู้ในการป้องกันและพลิกผันโรคเรื้อรังด้วยตัวเอง โดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์