02/08/2018
#มอร์มูฟเป็นข่าว จริงหรือไม่!!? คนไทย (ยุคนี้) เห่อเที่ยว-ห่วงโซเชียล-ออมไม่พอใช้-แถมออมผิดที่ ใครเป็นไหมไม่รู้-แต่แอดมินนี่เป๊ะยิ่งกว่า (แหะๆๆ)
Source : https://brandinside.asia/tmb-saving-social/
โดยเรื่องนี้ นส.นันทพร ตั้งเจริญศิริ หัวหน้าทีม Customer Experience & Insights ของ TMB Analytics กล่าวว่า จากการสำรวจคนไทยทั่วประเทศ อายุระหว่าง 18-54 ปี พบว่า 34% คิดว่าหากเลิกทำงานจะมีเงินเหลือใช้ไม่มากกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กองทุนประกันสังคมจะชดเชยการขาดรายได้จากการว่างงาน และมีถึง 21% ที่มีเงินใช้น้อยกว่า 1 เดือน
ขณะที่หากมองในเรื่องวินัยการออมก็พบว่า มีเพียง 38% ที่ออมก่อนใช้และแยกบัญชีการออมชัดเจน และมีถึง 49% ที่เลือกใช้ก่อนออม โดยออมในบัญชีเดียวกับบัญชีการใช้จ่าย และอีก 13% มีเงินไม่พอใช้จ่าย นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีการออมเกิดขึ้น แต่กลับพบว่ามีเพียง 35% ที่ออมอย่างเป็นระบบเท่ากันทุกเดือน และมีเพียง 42% ที่พยายามออมทุกเดือนแต่มากบ้างน้อยบ้าง อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกไปถึงทัศนคติของการออมพบว่า 21% ไม่คิดเรื่องวางแผนการออมเพื่อเกษียณ แต่ 40% กลับมั่นใจว่าออมพอใช้ เพราะเริ่มออมเงินไว้บ้างแล้วแม้จะยังไม่มาก
ทั้งนี้ นอกจากวินัยและทัศนคติการออม การสำรวจยังเห็นพฤติกรรมของคนไทยอีกหลายประการ เช่น คนไทยมีพฤติกรรมซื้อก่อน เดี๋ยวก็ได้ใช้
- 65% เคยซื้อของตอนลดราคามาเก็บทิ้งไว้โดยที่ตอนนี้ยังไม่เคยใช้
- 56% ซื้อเพื่อตามกระแสแม้จะไม่จำเป็น
- 31% ถึงจะประหยัดแต่หากลดราคาก็จะซื้อ
- 21% ถึงราคาไม่เป็นมิตรแต่ถ้าชอบก็ยอมซื้อ
สุดท้ายเมื่อมีเงินออมไม่พอและมีทัศนคติไม่ออมก่อนใช้และพร้อมจับจ่ายตามกระแสและความต้องการ ส่งผลให้เห็นพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตที่ 50% ไม่สามารถจ่ายเงินได้เต็มจำนวน และอีก 44% เคยผ่อนสินค้าแบบยอมเสียดอกเบี้ย
#สรุป จากผลการศึกษาฉบับนี้ พบว่าคนไทยกว่า 80% มีเงินออมไม่พอใช้จ่ายใน 6 เดือน ซึ่งอาชีพอันดับ 1 ที่เงินออมไม่พอคือ พนักงานเอกชน รองลงมาคือ จ้างงานอิสระ พนักงานรัฐ/รัฐวิสาหกิจและเจ้าของกิจการ โดยคนไทยกว่า 79% เริ่มวางแผนเพื่อออมเงินเตรียมเกษียณ แต่กลุ่มที่เริ่มทำจริงกับมีไม่ถึงครึ่ง ดังนั้นเงินออมของคนไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว ก็ถึงเวลาต้องปรับตัวเปลี่ยนที่จุดง่ายที่สุดคือ ออมก่อนใช้
ปัจจุบันคนไทยมีการออมก่อนใช้ (แยกบัญชีใช้จ่ายและออมเงินออกจากกัน) เพียง 38% อีก 49% ใช้ก่อนออมซึ่งใช้ทุกอย่างบัญชีเดียว และที่เหลือ 13% บอกว่า ทุกวันนี้ยังแทบไม่พอใช้ ไม่ได้คิดเรื่องออมเงิน
อย่างไรก็ตาม อีกปัญหาหนึ่งคือคนไทยออมเงินผิดที่ เห็นได้จากคนไทยส่วนใหญ่กว่า 80% มีเงินออมกระจุกตัวในเงินฝากซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำ (ในไทยดอกเบี้ยเงินฝากประมาณ 0.50%) ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีสัดส่วนเงินออมในเงินฝากน้อยกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา 14% อังกฤษ 24% เกาหลีใต้ 44% ญี่ปุ่น 52% ซึ่งสัดส่วนการออมที่เหมาะสมของแต่ละคนขึ้นอยู่กับ 3 อย่าง 1. เป้าหมาย 2. แต่ละช่วงชีวิต (Life Stage) 3. ความเสี่ยง
“ตอนนี้เงินฝากรายย่อยของไทยอยู่ที่ 7.44 ล้านล้านบาท เกือบครึ่งหนึ่งเป็น CASA (เงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์) กว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าเงินก้อนนี้ได้ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 0.5% แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเงินออมทรัพย์ที่บางธนาคารให้ดอกเบี้ยมากกว่า เช่น 1.5% แค่นี้เงินก็เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 3 หมื่นล้านบาท หรือถ้าไปลงทุนสินทรัพย์อื่นที่ความเสี่ยงต่ำก็ยังมีผลตอบแทนที่มากกว่า”.